Click

EDTguide กิน ดื่ม เที่ยว ร้านอาหารแนะนํา

ภาพล่าสุด

ชาโต เดอ พริม เขาใหญ่: เตาผิงไฟกลางแจ้ง สำหรับฤดูหนาว ที่แสนจะอบอุ่น ชาโต เดอ พริม เขาใหญ่: เตาผิงไฟกลางแจ้ง สำหรับฤดูหนาว ที่แสนจะอบอุ่น
skylab skylab

เพิ่มรูปให้ ชาโต เดอ พริม เขาใหญ่

20 พ.ย. 2560 14:37

รีวิวล่าสุด

skylab skylab

แวะไปห้างหรูใจกลางเมืองอย่าง Central Embassy ครั้งล่าสุดมา ได้ไปชิมอาหารปักษ์ใต้ สไตล์พังงา ภูเก็ต มาที่ร้าน Love Eat Bistro ชั้น5 เลยอยากรีวิวไว้ให้คนที่ชอบอาหารใต้ หรืออยากลองอาหารใต้ ในบรรยากาศดีๆวิวสวยๆ ให้ไปลองกัน

[พิกัด] อยู่ชั้น5 ห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ชั้นนี้เป็นร้านอาหารทั้งชั้นอยู่แล้ว ร้าน Love Eat Bistro จะอยู่ด้านขวามือ ใกล้ๆลิฟท์ สังเกตุง่ายๆว่าหน้าร้านจะมีร้าน Kyo Roll En อยู่

[Decor] สไตล์การตกแต่งของร้านนี้ ออกแนวๆคลาสสิคแบบผสมผสานความเป็นไทย+ฝรั่งสักหน่อย โทนของร้านออกสีเทาๆ ด้านหน้ามีรถกระเช้าดอกไม้ตกแต่งไว้อย่างสะดุดตา ด้านในมีผนังเป็นรูปแพทเทิร์นของดอกไฮเดรนเยีย เป็นธีมหลักของร้าน โต๊ะ-เก้าอี้นั่ง มีหลายแบบให้เลือก มีทั้งเป็นแบบโซฟา เก้าอี้ไม้สไตล์หลุยส์ก็มี แต่ส่วนตัวมองว่า วิวที่เด็ดของร้านนี้ ให้ลองเดินเข้าไปด้านในสุด จะพบผนังกำแพงเพ้นท์รูปเป็นบ้านหลังคาแดง อยู่ในสวนสวย จัดวางโต๊ะทานอาหารและเก้าอี้ได้อย่างลงตัว สวยมากๆ เห็นมีหลายกรุ๊ป เดินมาแล้วก็เลือกนั่งโต๊ะบริเวณนี้กันเยอะ
อีกมุมนึงที่เป็นไฮไลท์ของร้านนี้คือ โต๊ะอาหารบริเวณริมกระจกใส ด้านในสุดของร้าน เพราะว่าสามารถมองเห็นสถานทูตอังกฤษภายใต้ร่มไม้เขียวสะพรั่ง ได้อย่างเต็มตา แบบพาโนรามาเลย (ถ้าใครเคยอ่านข่าวจะรู้ว่า ทางเซ็นทรัลไปประมูลพื้นที่ตรงนี้มาได้ในราคาสูงมากๆ จนกลายเป็นทำเลห้างสรรพสินค้าที่แพงที่สุดในประเทศไปเลย) ทำให้ร้านอาหารที่อยู่โซนติดด้างหลังห้าง จะมองเห็นอาคารของสถานทูตอังกฤษ ได้อย่างเต็มตา เป็นวิวราคาหลักล้านบาทจริงๆ

[Food]
เข้ามาดูอาหารกันดีกว่า ร้านนี้ต้องบอกว่าอาหารหลักๆจะเน้นอาหารไทยปักษ์ใต้ สไตล์โฮมเมด รสชาติเผ็ดแบบใต้ๆไปเลย [อ่านจากประวัติในเล่มเมนู] บอกว่า เจ้าของร้าน มีคุณแม่(เพลิน บุญสูง) ที่เป็นคนตะกั่วป่า จ.พังงา และเป็นผู้ที่มีคนให้ความเคารพนับถือกันมากในเรื่องฝีมือการทำอาหารแบบใต้แท้ๆมีสูตรลับเฉพาะตัว เป็นที่รู้จักและมีคนให้ความนับถือของคนจังหวัดพังงา โดยเมนูอาหารส่วนใหญ่ของร้านเน้นอาหารใต้เป็นหลัก แต่ก็มีออฟชั่นของอาหารไทยภาคกลาง หรืออาหารฝรั่งผสมมาในเมนูด้วยเช่นกัน
มาคร่าวนี้กรุ๊ปเราได้ลองสั่งอาหารมาหลากหลายเมนูมาลองกัน ขอไล่ไปที่ละเมนูๆดังนี้

เป็นทอดมันสไตล์ใต้ๆแท้ๆเลย ลูกกลมๆแต่ด้านในใช้เครื่องแกงแบบชาวใต้เข้มข้น ทานคู่กับน้ำจิ้มอาจาด

เป็นแบบน้ำข้น ใช้กุ้งแชบ๊วย ขนาดกุ้งใหญ่กำลังดี ใส่เครื่องต้มยำจัดเต็มกันมากๆ เสิร์ฟมาในหม้อไฟทองเหลือง

มากินอาหารใต้ เมนูนี้คงเป็นเมนูแรกๆที่นึกอยากสั่งมาลอง ของที่ร้านเลิฟอีท ผัดคั่วกลิ้งได้รสชาติเข้าถึงเนื้อในมากๆ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ เป็นอะไรที่สุดยอด

{แหนมคลุกข้าวทอด  235บาท} จานนี้ชอบสีสันตอนเสิร์ฟมาก มันดูมีสีเขียวจากผัก สีแดงจากพริก สีส้มจากข้าวทอด ผสมคลุกเคล้าดูน่ากินสุดๆ

ยอมใจให้กับเครื่องพริกแกง ของร้านนี้เลย คือจากที่ลองมาทั้งพริกแกงแดง และพริกแกงเขียว มันเป็นรสชาติที่คนภาคกลางอย่างผมหากินยากจริงๆ รสแบบนี้ ได้สอบถามไปทางเชฟ ถึงทราบว่า ทางร้านนั้นตำพริกแกงเองทุกเมนู และเป็นพริกที่ต้องส่งมาจากทางพังงา ต้นกำเนิดของร้านนี้ด้วย ไม่งั้นรสชาติและความอร่อยของพริกแกง มันจะไม่อร่อยตามสูตรของร้าน ส่วนตัวเนื้อตุ๋นนั้นตุ๋นได้นุ่มมาก (คาดว่าน่าจะตุ๋นเตรียมไว้หลายชั่วโมงอยู่เหมือนกัน)

 **Recommended ให้กับเมนูนี้เลยครับ ใครมาร้านนี้ต้องสั่ง ไม่งั้นถือว่าพลาดจริงๆ คือแกงปูนี้เข้มข้นและอร่อยมาก และเนื้อปูนี้คือเป็นเนื้อก้อนๆ ช้อนตักขึ้นมาเป็นลูกๆเลย ทานคู่กับเส้นหมี่และสัปปะรด เป็นอะไรที่เข้ากันมาก แต่รสชาติก็ซี้ดปากมากพอสมควร

เป็นเมนูอร่อย ที่มาดับความเผ็ดของเมนูอื่นๆได้ดีทีเดียว ทานคู่กับน้ำจิ้มแดงๆและสัปปะรด กลายเป็นรสสัมผัสที่เข้ากันอย่างลงตัวที่สุด

ร้านใช้ปูนิ่มทั้งตัว หั่นแยกออกมาเป็นส่วนๆ ผัดคลุกเคล้ากับผงกะหรี่ดูนุ่มๆนัวๆ ได้ความมัน ที่ลงตัว

 3ส่วนผสมที่มีกลิ่นแรงสุดๆ เมื่อมารวมตัวกันย่อมอร่อยและกลิ่นแรงที่เดียวละ [สะตอ+ชะอม+กระเทียมโทน] ผัดกับวุ้นเส้น โดยมีกุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ วางท็อปปิ้งมาด้านบน เพิ่มความฟิน

เมนูออกแนวฟิวชั่นๆจานนี้ สีสันดูน่ากินมากๆ (แต่รสชาติก็เผ็ดสุดๆเช่นกัน) เป็นเส้นสปาเก็ตตี้ใส่ไส้อั่วหั่น พร้อมมะกอกดำและมะเขือเทศราชินี

 เส้นคาเปลลินี่ผัดมาพร้อมกับเนื้อปูแกะแล้ว ผัดคลุกเคล้ามากับพริกแห้งและกระเทียม

เมนูฟิวชั่นไทยฝรั่งจานนี้เป็นเส้นสปาเก็ตตี้ผัดมาพร้อมกับเครื่องต้มยำกุ้งแบบน้ำขลุกขลิกหน่อย โดยมีกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ เป็นพระเอกมาอีก 1ตัว

[Desserts]
หลังจบคาว กันไปแล้ว กินเผ็ดๆมาเยอะ ก็ต้องดับคาวด้วยของหวานกันสิเนอะ จัดไป

เต้าทึงที่ใส่นมสดเอาไปทำให้แข็งแล้วสไลด์มาเป็นเกล็ดหิมะ มาพร้อมเฉาก๊วย ถั่วแดง และแปะก๊วย ก่อนทานราดซอสหวานอีกนิดนึง อร่อยเข้ากัน

{ใบเตยลาวา  215 บาท } ไปกินชาเขียวลาวามาหลายร้านแล้ว พอมาได้ลองใบเตยลาวา ร้านนี้กลับชอบซะมากกว่า ความนุ่มของเนื้อแป้งเค้กที่อบมาร้อนกำลังดี ส่วนใส้ใบเตยที่หอมหวานมัน ยิ่งทานคู่กับไอติมวนิลลาที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน เป็นการจับคู่ที่ลงตัวมากๆ

เมนูชื่อยาวขนาดนี้ แต่ขอบอกเลย ห้ามพลาด ให้เป็น * Reccommend* อีกเมนูที่ต้องมาลอง กินไอติมกะทิมาก็มากแล้ว แต่พอมากินไอติมมะพร้าวเผาของร้านนี้ จะแทบลืมไอติมกะทิที่เลยกินมาก่อนไปหมดเลย ยิ่งราดท็อปปิ้งด้วยซอสน้ำตาลโตนด หอมมัน ทานคู่กับกล้วยเชื่อมราดหัวกะทิอย่างดี กลับพบว่าทำไมไอ้2อย่างนี้ เวลามันทานคู่กันแล้วอร่อยอย่างงี้(ฟะ) ยกให้เป็นขนมหวานอร่อยสุดในมื้อนี้เลย

[Drinks]
 ชาหอมๆ กลิ่นลิ้นจี่ ใส่ลูกลิ้นจี่สดมาด้วย ชื่นใจ

อิตาเลี่ยนโซดารสพีช ซ่าๆ เพื่อความสดชื่น

น่าจะเป็นการคั่นน้ำแตงโมออกมา แล้วปรุงรสเพิ่มอีกนิดหน่อย มีความหวานซ่อนเปรี้ยวอยู่นิดๆ ปากขวดเป็นเกลือเคลือบอยู่ ดื่มน้ำหมดแล้วก็หยิบชิ้นแตงโมมาทานเล่นต่อได้อีก เมนูนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆทั้งวิธีการเสิร์ฟและรสชาติรวมถึงเนื้อสัมผัส โดนใจครับ บอกเลย

ใครสนใจอยากหาร้านอาหารใต้ บรรยากาศดี วิวสวยๆ ลองหาโอกาสมื้อพิเศษ แวะไปทานที่ร้าน Love Eat Bistro ที่สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่กันดูครับ
นอกจากที่สาขานี้แล้ว ทราบมาว่ามีอีกสาขานึง อยู่แถวๆBTSสนามเป้า ด้วย อยู่ในซอยพหลโยธิน3 ชั้น1ของโรงแรม Vic3Bangkok Hotel (มาทราบตอนหลังว่า สาขาที่พหลโยธินเปิดมาก่อนเป็นสาขาแรก ก่อนจะมาเปิดสาขา 2 ที่ห้างเอ็มบาสซี่)
ถ้าอยากได้แบบบรรยากาศสวยคลาสสิค โรแมนติกหน่อย แนะนำที่นี้เลย พาแฟนไปเดทกัน ก็จะได้ความสวีทแน่นอน , หรือจะทานข้าวกับคนในครอบครัว ก็แฮปปี้แน่นอน

29 ต.ค. 2560 06:40 0
skylab skylab

รีวิว คิวทาโร่

5 5 1

วันนี้มาทำธุระย่านลาดพร้าววังหิน ใจอยากกินอาหารญี่ปุ่นแนวๆซาชิมิ โรลมากิ อะไรแบบนี้ เลยชวนน้องๆไปลองทานอาหารกันที่ร้าน "Kyutaro Japanese Restaurant" ร้านคิวทาโร่ ร้านญี่ปุ่นเล็กๆสไตล์โฮมเมด ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Makro สาขาวังหิน
[พิกัด]  
ร้านอยู่ในโซนลาดพร้าววังหิน จากแยกโลตัสวังหิน วิ่งตรงไปทางโชคชัย4 ประมาณ 100 เมตรนิดๆ เจอร้านลุงใหญ่(อาหารอีสาน) ถัดไปอีกห้องก็จะเจอร้าน Kyutaro ซึ้งมองไปตรงข้ามก็จะเจอแมคโครสาขาวังหินพอดี  

คือร้านค่อนข้างเล็ก ประมาณ 1 ห้อง โต๊ะมี 5-6 โต๊ะเองในร้าน แต่ดูลิสต์เมนูอาหารและดูโปรโมชั่นของร้านแล้ว ทำให้อยากมาลองมากกว่า (โปรเยอะ ทั้งเช็คอิน ทั้งแอดไลน์ ได้น้ำฟรี ได้ยำสาหร่ายฟรี รออะไรละคับของฟรีชอบอยู่แล้ว อิอิ)

[Decor]
บรรยากาศในร้านเป็นห้องแอร์ ดูเรียบง่าย ภายในร้านตกแต่งแบบ Minimal มีตุ๊กตาตัวเล็กๆ พวกโดราเอมอนและผองเพื่อนอีกมากมายตั้งเรียงรายกันบนชั้นวางของ ผนังของร้าน

[Food & Beverage]
ร้านนี้มีอาหารญี่ปุ่นหลากหลายแนวให้บริการ ทั้งประเภทซูชิ ซาชิมิ ข้าวหน้าดงบุริ ราเม็ง อูด้ง เทมปุระ หรือพวกอาหารเซ็ท ปลาซาบะย่าง ปลาแซลมอน ปลาไหลย่าง เสิร์ฟแบบเป็นเซ็ทพร้อมข้าวและมิโซะซุปก็มี
พวกเบียร์ก็มีทั้งเบียร์ไทย เบียร์นอก เบียร์ญี่ปุ่น Kirin Asahi ก็มีขายด้วยเช่นกัน เมนูที่ได้ลองสั่งมาทานมีดังนี้

อ่อ..นิดนึงร้านนี้ลูกค้าทุกโต๊ะที่มาทาน จะมีออเดิร์ฟเสิร์ฟให้คนละถ้วยด้วยนะ แต่ละวันจะหมุนเวียนกันไป วันนี้ผมได้  "ผักกวางตุ้งคลุกน้ำมันงา" เอาไว้กินเป็นเครื่องเคียงได้เพลินๆ

- สลัดปูนิ่มทอด 359฿ ลดเหลือ 199 ฿
เห็นโปรนี้ที่ร้านก็เลยลองสั่งดูเพราะลดเยอะ เป็นสลัดผัก แล้วใส่ปูนิ่มทอด มาให้ หั่นเป็นชิ้นๆ ผักสลัดสดและกรอบดี มีท็อปปิ้งด้วยยำสาหร่ายวากาเมะ และไข่กุ้งด้านบน  ราดน้ำสลัดครีม

- ข้าวหน้าเนื้อไข่ออนเซ็น 165฿
เสริ์ฟมาพร้อมซุปมิโซะ1ถ้วยและกิมจิอีก1ถ้วยเล็ก ถือว่าคุ้มค่ามากเช่นกัน เนื้อหั่นชิ้นหนา นำไปย่างไฟ แล้วราดซอส กลิ่นหอมมากทีเดียว ในชามมีเนื้อให้มา 4 ชิ้นเลยนะ ขนาดของชิ้นเนื้อถือว่าไม่เล็ก ถ้ามาทานมื้อเที่ยงคนเดียว เซ็ทนี้ก็คุ้มค่ามาก

- ชาชูราเม็ง 145฿
ขอชอบว่ากินราเม็งของร้านนี้แล้ว ปลื้มมาก.... น้ำซุปมิโสะ ข้นกำลังดี กินหมดชามนี้แทบซดน้ำเกลี้ยง ที่เซอร์ไพร์มากๆก็คือ หมูชาชู จ้าร้านนี้ใส่มา ตั้ง 5 ชิ้น ถึงขนาดจะดูไม่ใหญ่นัก แต่หั่นชิ้นหนา กัดแล้วฟินจริงๆนะ (ส่วนตัวชอบไปกินชาบูตงบ่อยๆ เราว่าราคาร้านชาบูตงยังแพงกว่าเลย แถมหมูชาชูก็ไม่หนาแบบนี้อีกด้วย) ชามนี้เอาไปเลย 5ดาว (ไม่ใช่ไก่ย่างน้าาา)

- เทมปุระโรลมากิ 250฿
เป็นโรลที่มีไส้ในเป็นกุ้งเทมปุระ และก็มีปูอัด แตงกวา ไข่หวาน ม้วนโรลเป็นมากิ แล้วคลุกด้านนอกด้วยไข่กุ้ง  เสิร์ฟมา 1 ถาดขนาด 8 ชิ้น ถือว่าเป็นเมนูที่แนะนำน่ามาลอง

- ซาชิมิรวม 395 ฿
เซ็ทซาชิมิของร้านนี้เสิร์ฟมาบนโบล์สแตนเลสชามใหญ่ มี 5 อย่างด้วยกันได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาโอ(หรือปลาทูน่า) ปูอัด ปลาซาบาะดอง และ ไข่หวาน
แซลมอนและปลาโอ หั่นชิ้นใหญ่ ลายสวยงามตามท้องเรื่อง ส่วนปลาซาบะดอง ปกติไม่ค่อยชอบกิน เพราะเคยกินร้านอื่นๆแล้วมันออกคาวๆ แต่ของร้านนี้ทำมาดีมากคับ ไม่มีกลิ่นคาวปลาเหลืออยู่เลย ดูจากจำนวนชิ้นปลาและราคาที่ขาย ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ

- กุ้งเทมปุระ  120฿
ฟินต่อเนื่องจากเทมปุระโรลมากิ เลยสั่งเมนูนี้มาเพิ่ม ในจานมีกุ้งเทมปุระ 3 ตัวใหญ่ๆ ชุปแป้งเทมปุระ กรอบกำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมกับ แครอท หัวหอม และใบโอบะชุปแป้งทอดเช่นกัน มีด้านหลังเป็นคล้ายๆบะหมี่เอามาทอดกรอบ จิ้มน้ำจิ้มกินอร่อยดีนะ ร้านนี้ชุปแป้งไม่หนามาก กัดไปนิดเดียวก็ถึงเนื้อกุ้งแล้ว (ไปกินบางร้านนี้ ชุปแป้งหน้าเป็นเซนติเมตรเลย)

ความดีงามของร้านนี้คือมีโปรเยอะ และสามารถใช้ร่วมกันได้อีกด้วย
เช่นถ้ามาทานตอน 15.30 - 20.00 น. จะได้ลดราคาอาหารไปอีก 20 % โฮโฮโฮ ดีจัง
แถมมีโปรถ่ายรูปเช็คอิน Facebook แล้วได้เครื่องดื่มฟรีอีกด้วย (น้ำชาเขียว , โค้ก หรือน้ำเปล่าก็ได้)
และยังมีโปรแอดเฟรนด์ Line@ ของร้าน ได้ฟรียำสาหร่ายวากาเมะอีกถ้วย  

สรุปคือถ้าไปช่วงบ่าย3ครึ่ง - 2ทุ่ม แล้วกดเช็คอินและแอดไลน์ร้าน  นี้คือได้ทั้งส่วนลด ได้ทั้งน้ำฟรี ได้ของทานเล่นอีก1ถ้วย คุ้มกว่านี้คงไม่มีอีกแล้วละ ....^^
ใครอยู่ย่านลาดพร้าว วังหิน โชคชัย4 น่าแวะไปลองมากครับ ร้านคิวทาโร่เปิดทุกวันนะ ตั้งแต่เที่ยงวัน-ยันเที่ยงคืน

27 มิ.ย. 2560 08:29 1
skylab skylab

วันนี้ขอมารีวิวร้านอาหารเกาหลี อร่อยเลอค่า ในย่านเมืองทองธานี กันนะคับ ร้านที่ว่าคือ DooRae Korean BBQ Restaurant หรือภาษาไทยอ่านว่าร้านดูเร

[พิกัด]
ตั้งอยู่ในห้าง BeeHive เมืองทองธานี (ตรงข้ามกับ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช) ร้านอยู่ชั้น2 เดินขึ้นบรรไดเลื่อนมาหาไม่ยากคับ อยู่ตำแหน่งเดียวกับ Tops Market แต่อยู่ชั้น2 ร้านนี้พื้นที่ค่อนข้างกว้างมากทีเดียว ใครสนใจอยากเหมาร้าน เพื่อจัดงานเลี้ยง 100 - 150 คนนี้ได้สบายๆเลย
ที่จอดรถก็จอดในห้างได้มากมาย หลายร้อยคัน ถือว่าสะดวกมากทีเดียว

[Decor]
ร้านตกแต่งผสมผสานกันระหว่างความเป็นเกาหลีดั้งเดิมและโมเดิร์นเกาหลีอย่างลงตัว  ภายในร้านจะมีโต๊ะอยู่เยอะพอสมควร จัดเป็นซุ้มๆสีขาวๆ โต๊ะเก้าอี้ ให้ความรู้สึกดูดี มีเกรด มีความเป็นร้านระดับ Fine Restaurant เลยทีเดียว
โต๊ะอาหารจะเป็นโต๊ะหินอ่อน ที่ฝั่งเตาไว้ภายในโต๊ะเลย ทำให้ไม่ดูเกะกะ ขณะปิ้งย่าง และระบบดูดควันจะอยู่รอบๆปากเตา ทำให้ไม่เห็นมีท่อดูดควันเกะกะตาเหมือนอย่างพวกร้าน KimJu และร้านเกาหลีอื่นๆ ความเป็นร้านอาหารเกาหลีของร้านนี้ ค่อนข้างเด่นชัดมากๆ อย่างพวกช้อนและตะเกียบเขาก็จะมีกระดาษที่เขียนเป็นภาษาเกาหลี(อ่านไม่ออก)หุ้มไว้อีกชั้นนึง ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานอยู่ ในบรรยากาศร้านแบบเกาหลีมากๆ (คือส่วนตัว ก็กินอาหารเกาหลีมาหลายร้านแล้ว แต่ร้านอื่นๆที่เคยกิน เขาจัดภาชนะ วิธีการเสิร์ฟอะไรต่างๆ ที่บ่งบอกความเป็นไทยอย่างเห็นได้ชัด) แต่ที่สัมผัสได้จากร้านดูเร นี้มันจะอีกอย่างนึงเลย แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

ได้คุยกับผู้จัดการร้าน ก็ได้ความว่า เจ้าของเป็นคนเกาหลี มาเปิดร้านในไทยร้านแรกอยู่ตรง Korean Town สุขุมวิท12 (ที่มีร้านสไตล์เกาหลีเยอะๆอยู่ในนั้น) ตั้งแต่ปี2542 แล้วพอดีมีเพื่อนเจ้าของมาเปิดร้านฟิตเนสที่ห้าง BeeHive แห่งนี้ เห็นทำเลดูดี เลยชวนๆเจ้าของร้านดูเร มาเปิดที่นี้เป็นสาขาที่ 2 ตอนแรกร้านเปิดมาพร้อมห้างบีไฮฟ์ ก็ขายแต่ a la carte อย่างเดียว (เหมือนสาขาแรก) แต่ว่าลูกค้าเข้าน้อย เพราะร้านอาหารใกล้เคียงกัน ก็เป็นร้านบุฟเฟ่ต์ทั้งนั้น ทั้ง Giant Yakiniku , Buta Shabu และร้านญี่ปุ่นในห้างบีไฮฟ์แห่งนี้ก็ขายแบบบุฟเฟ่ต์กันหลายร้าน แถมย่านนี้เป็นชานเมือง คนไม่เปย์มากเหมือนสาขาที่สุขุมวิท  ทางเจ้าของเลยตัดสินใจ เพิ่มรูปแบบ Buffet 349 บาทเข้ามาเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้ามาลองทานที่ร้านบ้าง (ซึ้งจริงๆ ถ้าใครเคยกินร้านดูเรที่สาขาโคเรียนทาวน์ จะรู้เลยว่าเนื้อหมู เนื้อวัวของที่นี้คัดเกรดมาดีมากๆ ในระดับที่ไม่น่าจะมาขายเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ได้ ถ้าเปิดดูราคาในเล่มเมนูจะเห็นได้ชัดเลยว่า แค่หมูหมักซอส 1 จานราคาอะลาคาร์ตก็ตกจานละ 320-350 บาท แต่ร้านใจป้ำมากๆ ที่กล้า ทำราคาบุฟเฟ่ต์คนละ 349 บาท แบบสั่งได้ไม่อั้นขนาดนี้
คือเอาจริงๆนะ ถ้าไปกินกัน 2 คน สั่งเมนูหมูอะไรมาสัก 3 อย่าง กินพร้อมเครื่องเคียงที่ร้านมีให้ไม่อั้นอยู่แล้ว คิดหัวละ 349 บาทนี้ก็คุ้มแล้วละ จานที่4-5-6 เป็นต้นไปนี้คือกำไรคนกินล้วนๆ

[Food]
เข้าเรื่องอาหารกัน  มาร้านนี้ต้องจัดบุฟเฟ่ต์เลย คุ้มค่าสุดๆ กับราคา 349 บาท(เนตแล้วด้วย) ทานได้ 1ชั่วโมงครึ่ง สั่งได้ไม่อั้นในเมนูบุฟเฟ่ต์ที่เตรียมไว้ให้ พร้อมผักทุกอย่างสั่งได้ไม่อั้น และกิมจิเครื่องเคียง ทางร้านจะมี 8 อย่างมาเสิร์ฟให้เรา (พนักงานบอกว่า เครื่องเคียงบางอย่างอาจจะทำสลับๆกันไปในแต่ละวัน แต่จะมีกิมจิหลักๆอยู่5อย่างที่มีทุกวันแน่ๆ)
แต่เมนูบุฟเฟ่ต์จะเน้นไปที่เนื้อหมูและไก่ นะคับ ใครอยากสั่งเนื้อวัวมาทาน ต้องสั่งแยกเป็นจานๆไป (ไม่รวมอยู่ในบุฟฯ ก็ต้องยอมเขาหน่อยอะนะเนื้อวัวนำเข้าราคาค่อนข้างแพง  แต่เนื้อวัวที่นี้รสชาติมันเยี่ยมมากมายจริงๆนะขอบอก)

-เครื่องเคียง กิมจิและอื่นๆ (เติมได้ไม่อั้นด้วยนะ)
ร้านดูเรนี้ ถ้ามานั่งทานไม่ว่าจะสั่งแบบ A la Carte หรือ Buffet ก็ตามเราจะได้รับการเสิร์ฟเครื่องเคียงมากมาย 8-10 อย่างตระการตาเต็มโต๊ะเลย (เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเลยที่ทำให้ผมปลื้มกับอาหารเกาหลีมั๊กๆ)
อย่างวันที่ไปกินกับแก็งกรุ๊ปได้เครื่องเคียง มา10อย่าง คือ กิมจิผักกาดดอง , กิมจิมะละกอ , กิมจิหัวไชเท้า, สลัดมันฝรั่ง, หอมดอง, หัวไชเท้าดอง, ปลาข้าวสารทอดกรอบ, ยำผักโขม, มันฝรั่งชุปแป้งทอด, สลัดผัก

เมนูปิ้งย่างที่สั่งมาทานกัน
- ซี่โครงหมูหมักซอส (เทจิคาลบี้)  [เมนูในลิสต์บุฟเฟ่ต์]
- หมูสามชั้นย่าง  (ซัมเดฟไซล)  [เมนูในลิสต์บุฟเฟ่ต์]
- สันนอกหมูหมักซอส  (ซุฟพูนเทจิบูลโกกิ) [เมนูในลิสต์บุฟเฟ่ต์]
- ซี่โครงเนื้อย่าง  (เซ็งคาลบี้)  590 บาท [สั่ง a la carte]
- เนื้อสันนอกย่าง (เซ็งดึงชิม)  550 บาท [สั่ง a la carte]
- เนื้อสไลด์บางหมักซอส (ซุฟพุนบูลโกกิ)  400 บาท [สั่ง a la carte]

ชอบปิ้งย่างของร้านนี้ เพราะ
1.พนักงานจะมาช่วยปิ้งเนื้อ กลับเนื้อ ตัดเนื้อให้เราที่โต๊ะเลย (คือไม่ต้องเรียก แต่มาบริการให้ที่โต๊ะเลย) และเตาถ่านของร้านนี้ไฟแรงจริงๆคับ เนื้อชิ้นใหญ่ๆ เอาลงไปย่างแป็ปเดียวเอง กลับข้างแล้ว อีกแปปเดียว ก็สุก พนักงานยังช่วยกรรไกรตัดเป็นชิ้นๆอีก บริการดีงามมาก ไปกินร้านนี้ช่วยๆทิปพนักงานกันด้วยนะ เพราะว่าสาขานี้เขาไม่มี +Service Charge ใดๆแต่ถ้าชอบบริการก็ติปให้หน่อยเป็นกำลังใจกัน
2. ผักกินแกล้มกับเนื้อย่าง-สดและสะอาดมาก  คือเขาจะมีชามใส่ผักกาดหอม+กรีนโอ๊คเรดโอ๊ค+ใบงาหรือใบกันหนีฟ เป็นใบคล้ายๆใบโอบะในร้านญีปุ่น แต่ของสไตล์เกาหลี พนักงานบอกว่า ให้เอาใบงา+ผักกาดหอม เป็นฐานแล้วเอาเนื้อย่างจุ่มซอส มาวางแล้วห่อกิน
3. พนักงานสอนวิธีการกินเนื้อย่างสไตล์เกาหลีแท้ๆ ให้ด้วย ไปกินร้านอื่นๆไม่เคยรู้เลยว่าต้องกินกันแบบนี้เราก็มั่วๆกันไปคือปิ้งเนื้อเสร็จก็จุ่มซอสเข้าปากเลย มาร้านนี้พนักงานทำให้ดูเป็นสเต็ปๆเลยว่า step1-2-3-4-5-6 วางอะไรก่อนหลัง ดีงาม
4. เปลี่ยนตะแกรงวางเนื้อย่างให้บ่อยมาก คือไฟมันแรง พอย่างๆไปสักพัก ตะแกรงเริ่มดำนิดๆ แป็ปเดียวก็มาเปลี่ยนตะแกรงให้ใหม่แล้ว (โดยไม่ต้องเรียกขอด้วยซ้ำไป) คร่าวนี้กินกันไปชั่วโมงกว่า เปลี่ยนตะแกรงไป 6 ครั้งได้มั่ง


เมนูอื่นๆที่สั่งมาเพิ่ม
- ซุปไก่ตุ๋นโสม  420 บาท
เป็นไก่ทั้งตัว (ตัวเล็กๆตามสไตล์นั้นแหละ ยัดพวกโสม-ข้าวเหนียว-พุทรา-เก๋ากี้ และเครื่องเทศต่างๆเข้าไปข้างในตัวไก่ แล้วตุ๋นไก่มาทั้งตัว เสิร์ฟมาในหม้อร้อนๆแบบสไตล์เกาหลี เนื้อไก่ตุ๋นมาจนนุ่มมาก กินง่าย รสชาติไม่จัดจ้านมากนัก ตามสไตล์ แต่เป็นเมนูที่กลมกล่อมมากทีเดียว
 
- ข้าวยำเกาหลีเนื้อสด (ยุคเคบีบิมบับ)  330 บาท
เมนูนี้เป็นของโปรดที่ชอบมากๆ ถ้าไปร้านไหนมีเมนูนี้ต้องสั่งมาลองทุกร้านไป สำหรับที่ร้าน Doorae มีเมนูข้าวยำบิบิมบับ ให้เลือก 4 แบบ ผมเลยขอสั่งแบบ ข้าวยำเนื้อสด คือในชามร้อนที่เสิร์ฟมาก็จะมีข้าว มีผักต่างๆมากมาย พร้อมเนื้อสด และไข่แดง ท็อปปิ้งอยู่ด้านบน ก็ไม่ต้องตกใจว่าจะได้กินเนื้อสดๆหรอกนะ เพราะตามสไตล์ของข้าวยำเกาหลี ชามหินที่มาเสิร์ฟเขาจะทำให้ร้อนมากระดับนึง พอมาเสิร์ฟที่โต๊ะ พนักงานก็ราดซอสโคชูจัง (น้ำพริกเกาหลีสีแดงๆ) ลงไปพร้อมกับทำการคลุกเคล้าส่วนประกอบต่างๆภายในชาม ให้เคล้ากัน ได้เสียงซู้ซ่า พร้อมควันลอยออกมาขณะคลุกนิดๆ ฟีลลิ่งอยากกินมาเต็มเลย

- บูเดจิเก  (ซุปหม้อไฟกิมจิใส่มาม่า แฮม ไส้กรอก วุ้นเส้น) 300 บาท
บูเดจิเก หรือซุปหม้อไฟเกาหลี เสิร์ฟมาเป็นหม้อขนาดใหญ่พอควร พร้อมผักหลายอย่าง เส้นรามยอง ไส้กรอก แฮม โบโลน่า  ทาน 3 คนก็อิ่มฟินๆเลยนะ
เมนูนี้ก็ตามสไตล์คือ ตั้งไฟให้เดือดแล้วคลุกเคล้าทุกอย่างมารวมกันแล้วตักใส่ชามตัวเองกิน

ป.ล เคยอ่านหนังสือ Korea Diary ของคุณสเลดทอย [สนพ.แซลมอน] เขาเขียนแซวว่าอาหารเกาหลี ส่วนใหญ่ตอนมาเสิร์ฟมักจัดแต่งสวยงาม แต่พอจะกินก็ต้องคลุกทุกอย่างตรงหน้า ให้มันเละเทะแล้วค่อยกิน ซึ้งดูเป็นวัฒนธรรมการกินที่ดูแปลกดี อ่าน Korea Diary แล้วก็เห็นด้วยมากๆกับเรื่องนี้ เพราะหลายเมนูที่เคยกิน มันก็จริงที่ว่าคนเกาหลีเขามักจะคลุกให้มันเละๆรวมผสมกันเป็นเนื้อเดียวกันก่อนแล้วค่อยกิน ทั้งข้าวยำเกาหลี บูเดจิเก ทัลคาลบี้ รวมไปถึงบิงซู ก็ยังต้องคลุกให้มันเละๆก่อนตักกิน

[Dessert]
หลังฟินอาหารหลักไปแล้ว เห็นป้ายสแตนดี้ของร้านมีบิงซูขายด้วย มีอยู่ 5 รสให้เลือก เลยลองสั่งมากิน 2 แบบคือ
- Bingsu Mango  129 Baht
เป็นบิงซูมาในถ้วยขนาดย่อมๆ ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่ไป ท็อปปิ้งด้วยมะม่วงสุก หั่นชิ้นใหญ่กำลังดี พร้อมน้ำมะม่วงข้นๆสีเหลืองอ่อนๆ(ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี) ใส่กาอลูมิเนียมดูดีมากๆมาให้เติมเองอีก1กา  รสชาติ หวาน หอม มัน อร่อย สูสีกับบิงซูเจ้าดังๆได้เลย

- Bingsu GreenTea 129 Baht
เป็นบิงซูมาถ้วยขนาดเดียวกันกับบิงซูมะม่วง ท็อปปิ้งด้วยผงชาเขียวมัทฉะ ถั่วแดงบด และอินจอลมี (แป้งข้าวเหนียวทรงเต๋าคลุกด้วยผงถั่ว) พร้อมป็อกกี้ชาเขียวอีก2แท่ง มาพร้อมกาใส่นมข้นหวานอีก 1 กา
เมนูนี้ก็อร่อยดี แต่เสียดายที่ชาเขียวมัทฉะมันน้อยไปหน่อย กินแล้วไม่ค่อยได้รสชาเขียวเท่าไรนัก แต่ความนุ่มหนึบของอินจอลมี ราดด้วยนมข้นหวานก็พอกล้อมแกล้มได้อยู่

หลังอิ่มฟินกันไปแล้ว ได้คุยกับทางผู้จัดการร้านดูเร  คุยโน้นนี้ไปหลายอย่าง เพิ่งได้รับรู้ว่า เวลามีศิลปินดังๆพวก K-POP จากประเทศเกาหลีมาทัวร์คอนเสิร์ตในไทย ที่ Impact Arena เมืองทองธานี , ทีมงานชาวเกาหลีเขาจะสั่งอาหารของที่ร้านดูเร นี้ไปกินกันหลายมื้อเลยนะ เป็นเสบียงอาหารให้ทั้งทีมงานและศิลปินระหว่างมาซ้อมและเตรียมงานก่อนจัดคอนเสิร์ต (อาจเป็นเพราะร้านนี้ อยู่ใกล้ๆอิมแพคด้วยมั่ง และอีกประเด็นนึงคือ รสชาติอาหารมันคงเป็นรสที่แบบคนเกาหลีกินกันจริงๆแบบออริจินัลที่เขาคุ้นเคย)  ผจก.บอกว่า อย่างวง GOT7  , Super Junior นี้คือเวลามีทัวร์คอนเสิร์ตในไทย จะต้องมาสั่งอาหารที่ดูเรให้ไปส่งที่อิมแพคประจำ และมีแบบว่า หลังจบคอน ทีมงานพาศิลปินทั้งวง มาขอปิดร้านแบบไพรเวท กินฉลองกันหลังจบคอนก็มี  ผู้จัดการก็บอกว่าเขาต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ระดับต้องปิดม่านทั้งหมดไม่ให้คนนอกเห็น และไม่ให้ลูกค้าคนอื่นเข้าร้านเลยนะ  (เรียกว่าปิดร้านเหมาเลย) แฟนคลับก็ยืนรออยู่รอบนอกร้าน หวังจะได้ถ่ายรูปจังหวะเดินมา-เดินกลับ นั้้นแหละ
แต่เราฟัง แล้วก็รู้สึกว่า แปลว่ารสชาติอาหารร้านนี้มันคงเป็นแบบต้นตำรับจริงๆนั้นแหละ ผู้จัดการ-ศิลปินยังชอบเลย //  ตอนนี้ส่วนตัว  ผมติ๊กให้เป็นร้านเกาหลี Top5 ในดวงใจไปเรียบร้อยละ คร่าวหน้าแวะไปแถวเมืองทอง จะไปลองเมนูอื่นๆอีก

24 ธ.ค. 2559 07:22 1
skylab skylab

ขอมารีวิวร้านคาเฟ่น่ารักๆ สไตล์มินิมอล เจแปนนีส ร้าน Nikko Cafe (นิกโกะ คาเฟ่) อยู่ที่ซอยเอกมัย12  สไตล์การตกแต่งของร้านนิกโกะ คาเฟ่ จะเป็นแบบ Minimalist Japanese Style คือเรียบง่าย แต่ดูดีในสไตล์ญี่ปุ่น เน้นเฟอร์นิเจอร์เป็นไม้สีโอ๊คธรรมชาติ ให้Mood&Tone ดูอบอุ่น นั่งชิลล์ รอบๆร้านมีต้นไม้เยอะ ภายในร้านก็มีสวนต้นไม้ขนาดย่อมๆอยู่ เลยทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากๆ มีโซน Outdoor เป็นโต๊ะเก้าอี้หวายท่ามกลางต้นไม้เขียวๆ น่านั่งดี // มีห้องกระจกเล็กๆมีโต๊ะอยู่ 2-3 ตัวมุมนี้ก็มานั่งเมาส์มอยกับเพื่อนได้เช่นกัน แต่ถ้าอยากได้ความสงบหน่อยมีโซนชั้น2ของร้าน จะมีห้องแอร์ไว้นั่งทำงาน อ่านหนังสือ พร้อมจิบกาแฟได้ / และก็มีโซน Outdoor ชั้น2 เป็นโซฟาหนังพร้อมหมอนใบใหญ่ บรรยากาศดูโล่งสบาย พร้อมทิวทัศน์รอบข้าง
เนื่องจากตัวร้านมีหลายโซนให้เลือกนั่งได้ ทำให้เหมาะสำหรับคนที่จะมาที่นั่งทำงาน, มานั่งคุยกับเพื่อน ,มานั่งอ่านหนังสือ, หรือถ้าค่ำๆหน่อยก็มานั่งแฮงค์เอ้าท์กันได้ยาวๆ  

[Food]
มาเข้าเรื่องอาหารกัน ร้านนี้ตอนแรกเปิดเป็นร้านกาแฟมาก่อน จึงมีเครื่องดื่มประเภทกาแฟและชา ครบครัน และตอนนี้มีอาหารจานเดียวเพิ่มขึ้นมาหลากหลายชนิดทีเดียว เช่นสปาเก็ตตี้ สลัด ข้าวหน้าญี่ปุ่นแบบต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจานเดียวแบบทานง่ายๆในราคาไม่แพงนัก
วันนี้กรุ๊ปเราก็ทะยอยสั่งของกินมาลองทานกันหลายๆแบบ ดังนี้

- Chicken Nanban Tartar Sauce (Open Sandwich) 170 บาท
ร้านเรียกว่าโอเพ่นแซนวิช ดูจากหน้าตาที่เสิร์ฟมาเลยขอเดาว่าเป็นแซนวิช ที่มีขนมปังมาด้านเดียว (ไม่ได้ประกอบ2ด้านเหมือนแซนวิชทั่วๆไป) โดยมีไก่ทอดชิ้นโตอยู่ข้างบน พร้อมราดทาร์ทาร์ซอสมาด้วย มีผักสลัดพวกกรีนโอ๊ค เรคโอ๊ค และฟิลเล่ย์พร้อมราดน้ำสลัดงาคั่วแบบญี่ปุ่น
ใช้มีดหั่นๆ ทานกินคู่กันทั้งเนื้อไก่+ขนมปัง แกล้มด้วยผักสลัด รสชาติเข้ากันดีทีเดียว จานนี้มาทานเป็น Breakfast ยังได้เลย

- 3 Days ago Ribs  (หมู3วัน)   175 บาท
เมนูชื่อแปลกนี้ ได้การันตีจากรายการ The Dish เมนูทอง ช่องเวิร์คพ้อยท์มาด้วย เป็นซี่โครงหมูที่หมักนานถึง3วัน ก่อนนำมาอบเสิร์ฟให้ลูกค้า ทำให้เนื้อหมูนุ่มมาก แค่ปาดมีดลงไปเบาๆ เนื้อหมูก็ร่อนออกจากกระดูกซี่โครงแล้ว สมคำล่ำลือจากทางรายการ
เสิร์ฟมาพร้อมผักสลัดกรีนโอ๊คและใบฟิลเล่ย์เช่นเคย พร้อมมะเขือเทศซัลซ่า เมนูนี้อร่อยแย่งกันทาน แป็ปเดียวหมด จนต้องสั่งกลับบ้านอีก 2 ชุด [จานนี้แนะนำคับต้องมาลองกัน]

- Spaghetti Pesto Bacon   200 บาท
ต่อกันด้วยสปาเก็ตตี้เพสโต้เบคอน เส้นสปาเก็ตตี้ลวกมาสุกแบบอัลเดนเต้ มีความหนึบๆกรุบๆอยูด้านในนิดๆ คลุกเคล้ากับซอสโหระพา และมีเบคอนชิ้นใหญ่ๆ ให้มาเยอะพอสมควร ตัวซอสเพสโต้ทำออกมาได้ค่อนข้างดี หอมกลิ่นโหระพาและน้ำมันมะกอกกำลังดี

- Teriyaki Chicken Salad   180 บาท
สลัดผักพร้อมไก่ย่างเทริยากิ  ขอบอกเลยว่า ไก่นุ่มมากๆ แถมชิ้นใหญ่อีกด้วย ตัวซอสเทริยากิเข้าถึงเนื้อในกำลังดี กินพร้อมกับผักสลัดหลากหลายชนิดทั้งกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟิลเล่ย์ มะเขือเทศราชินี ผักกาดแก้ว ราดมาด้วยน้ำสลัดงาซีอิ๊วญี่ปุ่นออกรสเปรี้ยวๆ ตัดรสชาติของไก่ย่างได้ดีทีเดียว จานนี้แนะนำเลยต้องมาโดนกัน

- Taco  Rice    200 บาท
เห็นชื่อแปลกๆ ลองสั่งมาทานดู ออกแนวฟิวชั้นอาหารแม็กซิกันผสมญี่ปุ่น คือชั้นล่างสุดเป็นข้าวแบบญี่ปุ่น ถัดขึ้นมาเป็นหมูปรุงรสกับเครื่องเทศสไตล์แม็กซิกัน ถัดมาอีกชั้นเป็นชีสขูด ด้านบนสุดเป็นมะเขือเทศหั่นเป็นชิ้นๆ เวลาทานจะตักลงไปให้ได้ส่วนประกอบมาทั้ง 4 อยู่ผสมกันเลยก็ได้  หรืออยากจะคลุกเคล้ากันแล้วค่อยทาน ก็ตามแต่ความชอบ ส่วนตัวว่าแปลกดีเมนูนี้ แต่ถ้ามาสั่งเมนูนี้จานเดียว จะออกติดรสเลี่ยนไปหน่อย...อยากแนะนำทางร้านให้เพิ่มผักบางตัวหรือวัตถุดิบบางอย่างที่ตัดรสชาติมาช่วยเติมในเมนูนี้หน่อย...น่าจะดีขึ้น..... ลืมบอกไปจานนี้เสิร์มาพร้อมกับน้ำซุปมิโสะ ด้วยอีก 1 ถ้วย ซุปมิโสะสูตรของร้านนี้แปลกกว่าทั่วๆไปคือใส่เผือก หั่นเป็นเต๋าลูกเล็กๆใส่ลงมาด้วย

[Drinks]
เครื่องดื่มเราก็สั่งมาลองกันหลายแก้ว  ส่วนตัวคิดว่าที่นี้มีซิกเนเจอร์เจ๋งๆที่เป็นเครื่องดื่มหลายตัวเลย ทำออกมาได้มีเอกลักษณ์ของร้านมากๆ
- Iced Caramel Macchiato   125 บาท
แก้วแรกเป็นกาแฟคาราเมล มัคคิเอโต้ รสชาติกาแฟเข้มข้นกำลังดี

- Apple Mint  Soda    100 บาท
แก้วนี้น้องสั่งมา ผมไม่ได้ชิม แต่ตกแต่งสวยงาม มีชิ้นแอปเปิ้ลฝ่านใส่มาด้วย น่าจะสร้างความสดชื่นได้ดีทีเดียว

- Cold Brew Sencha    125 บาท
เป็นชาเซนชะแบบสกัดเย็น ตัวแนะนำของทางร้านที่โชร์อยู่ในตู้กระจกตรงเคาเตอร์ ลองสั่งมาชิมดู เสิร์มาแบบเก๋ไก๋ดูดีทีเดียว มาพร้อมแก้วน้ำแข็งที่ใส่เลมอนฝ่านมาให้   รินชาลงแก้ว เวลาดื่มได้รสชาติชาเซนชะพร้อมหอมกลิ่นเลมอน สร้างความสดชื่นได้มากทีเดียว
ในตระกูล Cold Brew ยังมีให้เลือกเป็น Black Coffee และ Milk Coffee ไว้วันหลังค่อยไปลองตัวอื่นๆอีกที

- Passionfruit Tea    150 บาท
เป็นชาที่ทำจากเสาวรส เสิร์ฟใส่แก้วทรงกลมๆเตี้ยๆหน่อย พร้อมฝ่านผลเสาวรสที่มียังมีเนื้อและเมล็ดติดมาด้วยส่วนนึง เสียดายแก้วนี้ผมไม่ได้ชิม

ต่อกันที่หมวด [Nikko  Signature] ของร้านเป็นตระกูลที่ผมว่า ต้องสั่งเลยถ้ามาที่ร้านนี้
- The Chocolate  (Frappe) 160  บาท
คือหมวดนิกโกะ ซิกเนเจอร์ของร้าน เขาจะตั้งชื่อเป็น The Chocolate , The Coffee อะไรแบบนี้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะสั่งแบบ Hot , Cold , Frappe อย่างแก้วแรกนี้สั่ง The Chocolate Frappe ก็มาเป็นโกโก้ปั่น ราดซอสช็อคโกแลตไว้ที่ฐานแก้ว แล้วเพิ่มวิปครีม ท็อปด้วยช็อคชิพอีกเล็กน้อย แก้วนี้คนรักช็อคโกแล็คห้ามพลาดที่เดียว รสชาติดี ดูดไปเคี้ยวไปด้วย

- The Coffee (Hot)  130 บาท
นิกโกะซิกเนเจอร์ ตัวที่เป็นกาแฟ น้องสั่งมาเป็นแบบร้อน เสิร์ฟมาพร้อมมาร์ชเมลโล่ด้วย (ส่วนตัวชอบวิธีการพรีเซนเตชั่นและการจัดวาง) ของทางร้านมากๆ เลือกภาชนะและวิธีการเสิร์ฟมาแบบที่เรียกว่าเป็นใคร ก็ต้องยกมือถือมาถ่าย Snap ภาพไว้ก่อนกินแน่ๆละ

- The  Matcha  (Cube)  165 บาท
แก้วสุดท้ายในตระกูลนิกโกะซิกเนเจอร์ที่สั่งมา  ขอลองแบบชาเขียวบ้าง เป็นอีกแก้วที่มีกิมมิคในการทานเช่นกัน คือเป็นมัทฉะที่เอาไปทำเป็นน้ำแข็งก้อนๆ แล้วก่อนทานเราก็เทราดด้วยชาเขียวนม ปล่อยให้ละลายสักนิดแล้วค่อยทาน
ตัวก้อนๆมันมีหลายๆสี ผมไม่แน่ใจว่าสีก้อนออกส้มๆและเขียวอ่อนคืออะไร แต่ผมได้ลองกินก้อนสีเขียวเข้มไป มันคือมัทฉะเข้มข้นมากๆ เป็นอีกแก้วที่ชอบกิมมิคในการนำเสนอของร้านนี้

16 พ.ย. 2559 15:03 0
skylab skylab

ไปเที่ยวโซนสัตหีบ พัทยา เมื่อเดือนที่แล้ว ขอแวะมารีวิวร้านอาหารบรรยากาศดี ที่ไปกินกันมาที่สัตหีบนะคับ  ร้านที่เราไปกินกันมาชื่อร้านพลูเฮ้าส์ Plu House Restaurant & Coffee อยู่ในซอยสนามกอล์ฟพลูตาหลวง (หรือซอยอ่างเก็บน้ำภูติอนันต์)

[Location] พิกัดร้าน
จากตัวเมืองสัตหีบวิ่งไปตามถนนสุขุมวิท จนถึงแยกกม.6 เลี้ยวเข้าไปในซอยสนามกอล์ฟพลูตาหลวง (หรือซอยอ่างเก็บน้ำภูติอนันต์) วิ่งตรงไปประมาณ 2 กิโลเมตร สังเกตุหมู้บ้านพลูตาหลวงไพรเวทฮิลล์ ด้านซ้ายมือ ร้านพลูเฮ้าส์จะอยู่ด้านหน้าของหมู่บ้านเลย

[Decor]
เข้าไปดูในร้านกันต่อ ร้านนี้ค่อนข้างมีพื้นที่กว้าง รวมๆแล้วมีหลายโซนทีเดียว พื้นที่หลักๆจะเป็นห้องแอร์มีโต็ะอาหารอยู่ 7-8 โต๊ะ เหมาะสำหรับช่วงกลางวันอากาศข้างนอกร้อนๆหน่อย ภายในร้านตกแต่งสวยงามประดับด้วยกระเช้าดอกไม้สีสันสดใส หลากหลายอัน มีพร็อบดอกไม้เก๋ๆทั้งดอกไม้จริง ดอกไม้เทียม หลายๆมุมภายในร้าน  

 อีก2-3โซนของร้านนี้ก็วิวดีเช่นกัน เช่นโซนเอ้าท์ดอร์ ด้านหน้าร้าน จะเห็นวิวภูเขาเขียวๆอยู่ไกลๆ เหมาะสำหรับมานั่งช่วงเย็นๆตอนที่ไม่มีแดดแล้ว และมีโซนโต๊ะอาหารอยู่ริมสระน้ำ ด้านหลังของร้าน วิวดีทีเดียว ได้คุยกับพี่เจ้าของร้านเขาบอกว่า สระว่ายน้ำยังไม่ได้เปิดให้บริการจริงๆจังๆ แต่หากเด็กๆอยากขอมาเล่นน้ำ ก็ลงได้ มีสระเด็ก สระผู้ใหญ่พร้อม และยังมีชิงช้า , ศาลา A Lot of Love พร้อมกับพร็อบถ่ายรูปเก๋ๆภายในร้านอีก ช่างเอาใจคนเซลฟี่จริงๆ สำหรับใครอยากหามุมถ่ายรูปเก๋ๆ ไม่ควรพลาดร้านนี้ มีมุมให้นั่งเล่น ถ่ายรูปเยอะจริง


[Foods]
เข้าเรื่องอาหารกันเลยละกัน ร้านพลูเฮ้าส์ สัตหีบนี้ จากที่ดูในเล่มเมนูส่วนใหญ่จะเน้นไปทางอาหารไทยเป็นหลัก+ซีฟู้ดบ้าง + อาหารจีนโผล่ๆมาบ้าง ราคากลางๆคับ ไม่ถูกไม่แพง เหมาะสำหรับมากินกันเป็นครอบครัวได้สบายๆเลย  

-ปลากะพงทอดราดยำสมุนไพร (320 บาท)
ปลากะพงตัวใหญ่พอประมาณ แลเอาเนื้อปลาเป็นคำๆไปทอดให้สุก แล้วค่อยเอาโครงปลาทั้งตัวไปทอดต่อ ราดมาด้วยน้ำยำสมุนไพร ครบครันสารพัดด้วย ขิง ตะไคร้ กระเทียม หอมแดง พริกแดง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ให้มาเยอะมากทีเดียว ตักทานสะดวกดี เพราะร้านหั่นปลาออกมาเป็นชิ้นๆไปทอดให้สุกเหลืองก่อนแล้ว
รสชาติปลาดี ไม่มีกลิ่นคาว รสน้ำยำใช้ได้ แต่เครื่องที่ราดมาด้านบนคือเยอะมาก (เรียกว่าถมทีเลยดีกว่า) ทานๆไปบางทีมีอยู่รู้สึกเหมือนกันเมี่ยงคำอยู่ 555

- กุ้งอบวุ้นเส้นหม้อดิน (160 บาท)
ตอนมาเสิร์ฟเปิดฝาออกมานี้ กลิ่นเครื่องเทศหอมยั่วใจมากๆ ตัววุ้นเส้นทำออกมาดี เส้นเหนียวหนึบผัดแล้วน้ำซอสปรุงรสมันแทรกอยู่ในตัววุ้นเส้นกำลังดี กุ้งตัวใหญ่พอสมควร ร้านผ่ากลางหลังตัวกุ้งมาให้แล้วด้วย ทำให้แกะกุ้งกินได้ง่าย

- ลาบเป็ดคั่ว (120 บาท)
เป็ดสับออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมแคบหมูเข้ามาด้วย รสชาติจานนี้จัดจ้านมากๆ มาพร้อมผักเคียงทั้ง แตงกวา กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาวและใบพลู

- ยำแซลมอนวาซาบิ  (140บาท)
แซลมอนสไลด์ชิ้นขนาดพอๆกับร้านขายปลาดิบเลย เอาไปลวกให้สุกกำลังดี ทำออกมาเป็นยำที่รสชาติจัดจ้านพอสมควร ตัวน้ำยำมีความเป็นไทยด้วยพริกขี้หนู หอมแดง ตะไคร้ซอย คื่นช่าย และผสมวาซาบิลงไปด้วย แต่ส่วนตัวผมว่าวาซาบิยังใส่น้อยไปหน่อย ยังไม่ค่อยได้รสชาติของวาซาบิแบบจี๊ดๆขึ้นจมูกเหมือนตอนกินอาหารญี่ปุ่นเท่าไร ถ้าเพิ่มวาซาบิละลายลงไปในน้ำยำอีกนิด น่าจะถูกใจผมกว่านี้
แต่ด้วยราคา 140 บาท แล้วเทียบกับปริมาณของแซลมอนที่ให้มาก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

- เห็ดหอมนึ่งหมูสับไข่เค็ม (140บาท)
เมนูออกแนวจีนๆหน่อย แต่อร่อยล้ำทีเดียว โดยมีเห็ดหอมวางด้านล่างไว้เป็นฐาน แล้วเอาหมูสัปที่ปรุงรสผสมไข่เค็มแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆวางบนเห็ดอีกที แล้วเอาไปนึ่งสุก ในภาพจะมองไม่เห็นไข่เค็มเพราะมันแทรกซึมลงไปบนตัวหมูแล้วนั้นเอง แต่เมนูนี้อร่อยมาก แต่ได้กินแค่นิดเดียวเอง โดนน้อง(ซึ้งไม่ชอบเมนุเผ็ดๆ)มาแย่งกินแต่เมนูนี้จนเกือบไม่เหลือให้เราได้ชิมเลย

ราคาอาหารของร้านพลูเฮ้าส์นี้คือว่าทำราคาออกมาได้คุ้มค่ามากๆ เมื่อเทียบกับปริมาณของอาหารและรสชาติที่ได้ลองไปแล้ว คนกรุงเทพแบบเรา เคยเจอแต่อาหารราคาค่อนข้างสูงๆในตัวเมือง พอได้มากินของอร่อยๆในราคาที่ตั้งแบบนี้ จึงถือว่าคุ้มค่ามากๆทีเดียว

[Drink and Dessert]
- Blue Hawaii italian Soda 40 บาท
น้ำบลูฮาวายสีฟ้าสดใส เสิร์ฟมาในแก้วมัคสุดฮิต ที่ร้านอาหารคูลๆสมัยนี้นิยมกัน (ขายราคานี้คือถูกมากนะ ในกรุงเทพนี้ 55-60 กันหมดแล้ว)

- นมสดโอรีโอปั่น 60 บาท
นมสดปั่นกับโอรีโอ (แต่วันที่ไปกินโอรีโอหมด เลยใส่ฟันโอมาแทน 555 ) เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูง

- Green Apple yogurt smoothie 60 บาท
แอปเปิ้ลเขียวปั่นผสมโยเกิร์ตลงไปด้วย แก้วนี้ผมไม่ได้ชิม ได้แต่กลิ่นหอมๆ น่าทานทีเดียว

- บิงซูแตงโม  139 บาท
ของหวานสุดฮิตสไตล์เกาหลีอย่างบิงซู ที่ร้านก็มีขายนะ ทำออกมาดูดีมากๆเลยทีเดียว ตอนเสิร์ฟมาที่โต๊ะหันไปดูราคาอีกที ยังงงว่าสั่งไม่ผิดใช่มะ ราคานี้จริงๆเหรอ  เพราะจัดแต่งมาดูดีมาก  ตักแตงโมออกมาเป็นก้อนกลมๆ ก่อนแล้วค่อยเอาเกล็ดนมน้ำแข็งมาสไลด์ใส่ลงไปบนลูกแตงโมที่ตักเนื้อออกไปแล้ว ราดนมข้นหวานลงไปอีกนิด เสิร์ฟมาบนชามไม้ ดูเก๋ไก๋มากทีเดียว

ร้าน Plu House Sattahip นี้ถามทางร้านแล้วร้านเปิดทุกวันนะครับ ตั้งแต่ 11 โมงเช้า ยัน 22.00 น.เลย ตอนช่วงหัวค่ำประมาณ 6โมงกว่าๆ นี้มีดนตรีสดมาเล่นให้ฟังด้วย ใครสนใจมาทานมื้อค่ำ นั่งทานข้าวชิลล์ๆ ฟังเพลงเพลินๆนี้แนะนำเลย

9 ต.ค. 2559 07:05 0
skylab skylab

วันนี้ขอมารีวิวร้านซูชิฟู้ดคอร์ท แต่ความอร่อยระดับทองหล่อ กันนะครับ  ร้านนี้ชื่อว่าร้าน "ไข่หวาน บ้านซูชิ" เป็นร้านซูชิเล็กๆขายอยู่ในศูนย์อาหารเมืองทองธานี ใกล้ๆตลาดต้นประดู่
เคยมากินครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นร้านมีแค่ล็อกเดียว เดินผ่านแล้วเอ๊ะใจทำไมคนมุ่งหน้าร้านกันเต็มเลย เลยขอลองแวะซื้อกินบ้าง ปรากฎคือเหมือนพบขุมทรัพย์ความอร่อยกลางเมืองทองเลยบร๊ะเจ้า...คือขายซูชิราคาระดับคำละ 10-15-20 บาท แต่พี่เขาปั้นซูชิหน้าตาออกมาเกินราคาที่ขายมากๆ
เพราะร้านนี้ ซูชิเขาหั่นปลาให้ชิ้นใหญ่กว่าข้าวญี่ปุ่น แบบไม่ใช่ว่าใหญ่ธรรมดา  แต่มันคือหั่นปลาชิ้นใหญ่มาก ถ้าสั่งซูชิแบบ Nigiri หรือที่เป็นชิ้นปลาอยู่ท็อปด้านบนของข้าว จะเห็นเลยว่าปลาชิ้นใหญ่ระดับที่ว่าปลาปิดข้าวมิดเลย แต่ขายอยู่ที่คำละ 20 บาทเท่านั้น (ซึ้งถ้าไปเข้าร้านดังๆ คำนี้น่าจะ 30-40 อัพแน่ๆ)

มากินคร่าวนี้ พบว่าร้านได้ขยายขนาดมากขึ้นจากเดิมแค่ล็อกเดียว เพิ่มมาเป็น 2 ล็อก อยู่ในโซน A ของศูนย์อาหารเมืองทองธานี (Log A.07-08) ร้านเปิดตั้งแต่ 17.00 - 23.00 น. ทุกวัน ถามแล้วเดือนนึงปิดร้านแค่ 2 วันคือทุกวันอาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน ที่เหลืออีก28วันขายตลอด

แก็งค์เราไปถึงร้านตอนประมาณ 5 โมงเศษๆ ร้านยังปั้นซูชิออกมาวางได้ไม่กี่ถาดเอง แต่ก็เริ่มมีลูกค้าขาประจำเข้ามารอคิว ตักๆคีบๆซูชิกันแล้ว เราก็เลยรอสักพัก ซูชิหน้าต่างๆก็เริ่มทะยอยออกมาวางบนถาด เต็มพื้นที่หน้าร้านทั้ง 2 ล็อก ลูกค้าทั้งขาประจำ และขาจร ก็เดินมาเลือกคีบซูชิกันตามสะดวก

วิธีสั่งอาหารร้านนี้ เวลามาถึงหน้าร้านแม่ค้าจะถามว่าจะทานที่นี้(คือทานในฟู้ดคอร์ท) หรือว่าจะกลับบ้าน ถ้าเราเลือกทานที่นี้ แม่ค้าจะส่งจานพลาสติกมาให้พร้อมที่คีบซูชิเป็นอาวุธประจำกาย1อัน ถ้าเราเลือกสั่งกลับบ้านแม่ค้าก็จะหยิบกล่องพลาสติกสีดำๆแบ่งเป็นล็อกๆมาให้พร้อมที่คีบ ก็เลือกคีบชิ้นที่ชอบได้เลย หรือถ้าจะสั่งเอาแซลมอนซาชิมิ หรือปูอัดซาชิมิ ก็บอกแม่ค้าได้เลย เขาจะตักใส่จานมาให้
ราคาของปูอัดซาชิมิ อยู่ที่ชุดละ 39 บาท (พร้อมวาซาบิ+โชยุ)
ราคา Salmon Sashimi จะมี 2ราคา ชุดเล็ก(10ชิ้น) 130 บาท  ชุดใหญ่(15ชิ้น) 180 บาท
ส่วนซูชิที่ร้านขายทุกอย่างจะขายเป็นคำๆ คำละ 10 -15-20 บาท อยากทานชิ้นไหนก็คีบได้เลย เอาที่ชอบ โดยทุกจานทางร้านจะให้ขิงดอง หัวไชเท้าขูดเป็นเส้นๆมาแก้เลี่ยน พร้อมกับวาซาบิและโชยุครบครัน

Sushi ที่นี้ส่วนใหญ่แบ่งเป็น 3 ราคา ซึ้งก็ขึ้นอยู่กับราคาของวัตถุดิบนั้นแหละ
Sushi คำละ 10 บาท จะเป็นพวกซูชิหน้าไข่กุ้ง ,ซูชิทูน่าไข่กุ้ง ,ทูน่าสลัด,ซูชิปูอัด,ซูชิหน้ายำสาหร่าย,ฟูโตมากิ อะไรประมาณนี้
Sushi คำละ 15 บาท จะเป็นพวกซูชิหน้ากุ้งแก้ว, ซูชิหน้าไข่หวาน, ซูชิหน้าปลาซาบะดอง, ไข่หวานแซนวิช, หน้ากุ้งแก้ว,หน้ากุ้งกิมจิ,หน้าหมึกซอสหวาน(ทาโกะจัง),หน้าสลัดหอยเป๋าฮื้อ,หน้าเอ็นหอยเชลล์กิมจิ
Sushi คำละ 20 บาท จะเป็นพวกซูชิหน้าแซลมอน, หน้าปลาทูน่า(มากุโร่), หน้าปลาไหลย่างซีอิ๊ว, แซลมอนโรล,โรลไข่หวาน,โรลปูอัด,หน้าแซลมอนสลัด  (พวกคำละ20 บาทนี้ มีแต่หน้าที่ผมชอบๆทั้งนั้นเลย)
ส่วนหน้าที่แพงที่สุดของร้านนี้ก็คือ  ikura sushi หรือซูชิหน้าไข่ปลาแซลมอนนั้นเอง  คำละ 55 บาท (แต่ก็ให้เยอะจัดเต็มเหมือนกันนะถึงราคาจะสูงก็ตาม)

วันนี้แก๊งค์เราไปกัน 3 คนเลยตักซูชิมาทานกัน 2 จานเต็มๆ + แซลมอนซาชิมิชุดใหญ่ อีก 1 จาน คิดราคา3จานนี้รวมกัน 610 บาท  หาร 3 แล้วตกคนละ 200 บาทเอง คุ้มค่าจริงๆ

คือที่ชอบร้านนี้เป็นเพราะว่า ผมเคยไปนั่งคำนวณราคา เวลาไปกินที่ร้านญี่ปุ่นแบบที่เป็นพวกซูชิบุฟเฟ่ต์หัวละ 399 -499 บาทกินได้ 90 นาที ไรงี้ เอาเข้าจริงๆเราสั่งมากินได้ไม่กี่คำเราก็อิ่มกันแล้ว 499 ที่จ่ายไป ถ้าเอามาหารเป็นต่อคำ บางครั้งเราว่ามาสั่งซูชิร้านนี้กินยังจะคุ้มซะกว่า
เพราะร้านซูชิบุฟเฟ่ต์ เขามักมีเวลาจำกัดให้เรา และบางร้านเขาก็เน้นไปที่ปลาแซลมอนอย่างเดียวไปเลย คือเอาแซลมอนมาทำเป็นเมนูSushiหลายๆอย่างให้ดูเหมือนมีให้เลือกหลายๆหน้า ส่วนปลาอย่างอื่นก็แทบไม่มีให้เลือกเลย และก็มีแค่พวกไข่หวาน ปูอัด มิโซะซุป ยำสาหร่ายเครื่องเคียงอีกนิด เท่านั้นเอง

สำหรับงวดนี้ก็เช่นเคย...หลังจากอิ่มอร่อยกันแล้ว...ก็สั่ง Salmon Sahimi กลับบ้านอีก 1 ชุดพร้อม Sushi อีก1 กล่องจัดเต็ม  เอาไว้ฟินต่อเป็นมื้อเช้าพรุ่งนี้อีกมื้อ
เสียดายไกลบ้านไปนิดนึง....มาซื้อได้เฉพาะช่วงที่มาเดินงาน Expo ที่เมืองทอง ถ้าบ้านอยู่ใกล้ คงได้แวะบ่อยๆแน่นอน

7 ส.ค. 2559 09:43 0
skylab skylab

หวัดดีคับ วันนี้จะมารีวิวร้านอาหารแหล่งชิลล์เอาท์ใหม่ สุดฮิป เปิดใหม่ในย่านเกษตรนวมินทร์กัน ร้านที่ว่าคือ "Mint Cafe by Peppermintfield" ร้านมินท์คาเฟ่ต์ นี้ตั้งอยู่ในซอยโยธินพัฒนา3 (ซอยเดียวกับร้านบ้านก้ามปู)  

[พิกัดที่ตั้งของร้านมินท์คาเฟ่ต์]
จากถนนประดิษฐ์มนูธรรม(ถนนเลียบด่วนเอกมัย ) ก่อนจะถึง CDC ประมาณสัก300เมตร ให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาในซอยโยธินพัฒนา3 เมื่อเจอปั้มบางจากเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง แล้วก็ขับตรงมาประมาณอีกสัก 500 เมตรจะเจอ Mint Cafe อยู่ด้านซ้ายมือ

เดิมพื้นที่ของร้านนี้ ด้านในคือสนามปั่นจักรยาน Peppermint Bike Park เป็นสนามให้เช่าพื้นที่สำหรับคนรักการปั่นจักรยานโดยเฉพาะ โดยเป็นเจ้าของเดียวกันกับ ยาดม Peppermint Field และยาหม่องเซียงเพียง นั้นเอง ตัวสนามปั่นจักรยานน่าจะเปิดมาได้ปีกว่าๆแล้ว
แต่ตอนนี้ด้านหน้า ได้เพิ่มตึกใหม่ขึ้นมา เป็นอาคารขนาดใหญ่พอควรความสูง 2 ชั้น ออกสีรมควันเข้มๆ ตกแต่งออกแนวยุโรป ดูสวยๆเก๋ๆไม่เบา เดินสำรวจรอบนอกร้าน มีโซนที่นั่งด้านข้าง เป็นโต๊ะเก้าอี้หวายพลาสติกสีน้ำตาลเข้ม เหมือนอยู่ในสวนขนาดย่อมๆ ถ้ามาช่วงเย็นๆแดดร่มลมโชย มุมตรงนี้น่าจะชิลล์ดี
ส่วนอีกโซนด้านหน้าร้าน มีโต๊ะเก้าอี้หวายเทียมสีขาวๆ ตั้งอยู่อีกหลายตัว ก็เหมาะสำหรับมานั่งทานข้าว จิบกาแฟ ชิลล์เย็นๆเช่นกัน ลองเข้าไปดูบรรยากาศภายในร้านกันต่อ ด้านในเป็นห้องแอร์ มีโต๊ะอาหาร วางเรียงรายอยู่เยอะเหมือนกัน บรรยากาศร้านออกสไตล์ Loft ดูเก๋ๆ ชิคๆ ออกสีแนวเอิร์ทโทน โดยมีจักรยานหลายคัน แขวนห้อยไว้อยู่รอบร้าน แต่ละคันดู Limited Edition มากๆท่าทางเจ้าของร้านจะรักจักรยานมากจริงๆ ถ้าให้เดาราคาแต่ละคันนี้น่าจะหลายหมื่นถึงเหยียบแสนขึ้นไปแน่ๆ พอดีผมไม่ใช่สายปั่นจักรยานซะเท่าไร เลยไม่ค่อยรู้ดีเทลตรงนี้มากนัก
การตกแต่งภายใน โดยรวมดูดีมากๆ เหมาะสำหรับการมานั่งชิลล์ๆจิบกาแฟ ทำงานเพลินๆ หรือมาสังสรรค์ทานข้าวกับเพื่อนพ้องก็น่าจะเหมาะมาก  ลองแอบขึ้นไปดูที่ชั้น 2 เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ น่าจะเอาไว้สำหรับจัดงานเลี้ยง งานปาร์ตี้ อะไรได้ด้วย พื้นที่เยอะมากทีเดียว


มาเข้าเรื่องอาหารกันเลยดีกว่า วันนี้ชาวแก็งค์มากัน 3 คน อยากจัดอาหารอร่อยๆฟินๆเต็มเหนี่ยว เลยสั่งเมนูแนะนำไปหลายอย่าง
-ปลาหมึกทอด  Fried Calamari  [185 บาท]
จานแรกเรียกน้ำย่อยกันด้วยหมึกชุปแป้งทอด  เป็นหมึกกล้วยชุปแป้งทอด ออกสีเหลืองอ่อนๆแล้วโรยด้วยผง สโมคปาปริก้า เสิร์ฟพร้อมกับดิปปิ้งทาร์ทาซอส

-ขาหมูเยอรมันทอด   Pork Knuckle [385 บาท]
เป็นจานแนะนำของร้านมิ้นท์คาเฟ่ เลยต้องลองซะหน่อย ขาหมูเสิร์ฟมาจานใหญ่พอควรเลย หั่นมาให้เป็นชิ้นๆแล้วด้วย ไม่ต้องเหนื่อยแรง
1จานคือ1ขาเต็มๆเลย ได้รสสัมผัสที่ดีทีเดียว ตัวหนังกรอบเคี้ยวได้ง่ายๆ ตัวเนื้อด้านในนุ่มแน่นไม่เหนียวเลยคับ ขาหมูทอดของร้านนี้  เสิร์ฟมาพร้อมด้วยซาวเคร้า2สีมีกระหล่ำขาว+กระหล่ำม่วงดองจนได้รสเปรี้ยวกำลังดี  น้ำจิ้มซีฟู้ดใส่ใบมิ้นต์ปั่นลงไปด้วย และอีกถ้วยเป็นแมสโปเตโต้

-หอยเชลซอสบัลซามิค  Scallop Balsamic sauce [395 บาท]
หอยเชลล์นำเข้าตัวใหญ่ทีเดียว กริลล์จนสุกแล้ว เสิร์ฟมาบนซัลซ่าที่ปรุงผสมด้วยผักหลายอย่างพริกหวาน หอม มะเขือเทศ อะโวคาโด เม็ดสน เสิร์ฟพร้อมผักใบมีทั้ง ใบร็อกเก็ต กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เรดดิชิโอ  ราดด้วยบัลซามิค

-เนื้อย่างจิ้มแจ่ว-ข้าวเหนียว Grilled Sirloin Chili dipped [385 บาท]
เป็นสเต็กเนื้อย่างสไตล์ไทยๆ แต่อร่อยเทพมากๆ โดยร้านใช้เนื้อออสเตรเลียส่วนสะโพกบน(แลมป์) ย่างให้สุกระดับมีเดียม สีเนื้อด้านในออกสีชมพูๆเรืองๆอยู่เลย ดูน่าทานมั๊กๆ ข้าวเหนียวนี้ก็นำพันธุ์มาจากเชียงรายเพื่อมานึ่งเสิร์ฟในร้าน นุ่มอร่อยจริงๆ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว รสชาติแบบสุดๆไปเลย

- เบอร์เกอร์เนื้อ  Charcoal Beef Burger   [255 บาท]
เป็นเบอร์เกอร์ชาร์โคลสุดฮิต  ข้างในเป็นเนื้อบดจากส่วนสะโพกโคขุน หมักด้วยโรสแมรี่ หอมใหญ่ พริกไทยนำไปย่างจนสุกหอม ใส่เชดด้าชีส พร้อมซอสมัสตาร์ดการ์ลิค  ในเซ็ทจะเสิร์ฟพร้อมกับ Wedge Fried โรยผงปาปริก้านิดนึงอร่อยดี และซอสทาร์ทาร์ ไว้จิ้มกินเพลินๆ  


- พาสต้า CEO (Pasta CEO -Aglio Olio)  [255 บาท]
พาสต้าซีอีโอ จานนี้เขาบอกว่ามาจากเจ้าของร้านชอบทานสปาเก็ตตี้มากๆ  จึงคิดสูตรส่วนผสมเมนูนี้ขึ้นมา เส้นสปาเก็ตตี้ต้มแบบ Al dente คือข้างนอกเหนียวนุ่ม พอกัดเข้าไปด้านในยังได้ความกรึบๆของเส้นอยู่ ซึ้งต้องใช้ประสบการณ์ของคนต้มเส้นให้ได้ระยะเวลาที่เหมาะสม
ส่วนประกอบในจานที่เห็นจะมีกุ้งกะหมึกเป็นหลัก แต่เด่นที่เครื่องปรุง มีทั้งมะกอกดำ พริก กระเทียม เบซิล โขกรวมกันจนได้ซอสที่มีความเข้มข้นและอร่อยลงตัว เผ็ดติดปลายลิ้น

-ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สูตรคุณแม่ (Moms Kua gai noodle)  [95 บาท]
เป็นเมนูทานง่ายๆอีกจานของร้าน เส้นใหญ่เหนียวหนับกำลังดี ใส่ไก่ชิ้นใหญ่ พร้อมผักกาดหอม ทางร้านบอกเมนูผัดๆของร้านนี้ทั้งหมดจะใช้น้ำมันคาโนล่าออยท์ เพื่อสุขภาพอีกด้วย


[Dessert]
-กล้วยหอมทอด (Goldenbrown fried banana)  [85 บาท]
กล้วยหอมสุกกำลังดี ชุปแป้งทอด แล้วราดน้ำผึ้งหอมหวานกำลังดี โรยด้วยไอซิ่งอีกนิด  และมีเกล็ดน้ำตาลรสใบเตย(สีเขียวอ่อนๆ) โรยมาด้วย ให้รสสัมผัสกรุบๆเวลาเคี้ยว ตัวแป้งที่ชุปค่อนข้างเบา กินแล้วรู้สึกได้ว่าเขาชุปมาไม่หนาจนเกินไป

-Mint Cafe Triple Sorbet with Waffle  [135 บาท]
ขนมหวานซิกเนอเจอร์ของทางร้าน เพื่อให้เข้ากับร้านมินต์คาเฟ่ต์ ของหวานจานนี้คือมีกิมมิคอยู่ที่ไอศกรีมโฮมเมดที่ใส่ส่วนผสมของใบมิ้นท์ลงไปด้วย
เป็นไอศกรีม 3 ลูกที่ทางร้านทำขึ้นเอง เป็นโฮมเมดไอศกรีม รสเชอร์เบททั้ง 3 ลูก ได้แก่เลมอนฮันนี่ สตรอเบอร์รี่ และเสาวรส ผสมมิ้นต์ลงไป ทางร้านบอกเราว่าทำไอศกรีมขึ้นมาเองเลยไม่ได้ใส่สารให้ความคงตัว เลยเห็นว่ามันจะค่อนข้างหลอมเร็วมาก (ซึ้งปกติโรงงานทำไอศกรีมจะใส่สารให้ความคงตัว เป็นFood Additiveอย่างนึงที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อให้เวลาตักไอติมมาเป็นลูกๆแล้ว มันยังคงสถานะอยู่ได้นาน..เอ่อ...จบฟู้ดซายน์มาก็งี้ รู้อะไรมาก็อยากบอก^^)
โดยมีวัฟเฟิลเป็นฐานอยู่ด้านล่าง วางไอติมเชอร์เบททั้ง3ลูกโป๊ะข้างบนพร้อมลูกสตรอเบอร์รี่และบลูเบอร์รี่ โรยไอซิ่งนิดนึง เมนูนี้สาวๆมาต้องกรี๊ดแน่นอน

-Affogato 135 บาท
กาแฟเอสเพรสโซช็อต พร้อมไอติมวนิลลา  *เมนูนี้ถ้าตัวเอสเพรสโซช็อต คัดเลือกเมล็ดที่คุณภาพดีมาทำ เมื่อเทราดลงบนไอติมวนิลลา มันจะได้รสชาติที่อร่อยลงตัวจริงๆ ซึ้งที่ร้านนี้ทำให้เราได้อร่อยไม่ผิดหวัง ลืมถามไปว่าเป็นกาแฟคั่วบดของแบรนด์อะไร มาจากไหน?
คร่าวหลังลองแวะมาสั่งกาแฟร้อนทานอีกดีกว่า เพราะดูแล้วใช้กาแฟดีจริงๆ


[Drinks]
เครื่องดื่มของที่ร้านมิ้นท์คาเฟ่ต์ ไฮไลน์จะอยู่ที่การคิดใส่ส่วนผสมใบมิ้นท์ลงไปในหลายๆเมนูของร้าน เราเลยสั่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้านมาลองกันหลายแก้วเลย
1. Mint Fizz มินท์ฟิซ เสาวรสปั่น   [75 บาท]
เป็นเครื่องดื่มเสาวรสปั่นมีส่วนผสมของใบมิ้นท์ ทุกแก้วในตระกูล Mint Fizzจะใส่ใบมิ้นต์ เพื่อให้คงคอนเซ็ปของร้าน รสออกเปรี้ยวๆหวานๆ ดื่มแล้วสดชื่นดี เสิร์ฟมาในแก้วมัค ท็อปปิ้งด้านบนด้วยลูกเสาวรสสดพร้อมใบมิ้นต์ดูกิ๊บเก๋ดี
2. มะนาวโมฮิโต้ Lime Mint-cooler Mojito  [85 บาท]
มีน้ำตาลทรายแดงเป็นฐานด้านล่าง คั่นมะนาวใส่ผสมโซดาและใบมิ้นต์ แก้วนี้เปรี้ยวๆซ่าๆ สดชื่นมากทีเดียว กว่าจะได้ถ่ายทิ้งไว้นานไปนิด เลยเริ่มนอนก้นนิดหน่อย
3.Mint Fizz มินท์ฟิซ ลิ้นจี่ปั่น [75 บาท]
เป็นอีกแก้วในตระกูลMint Fizz ประกอบด้วยโซดา+มะนาว+ลูกลิ้นจี่ปั่นรวมกัน ท็อปด้านบนด้วยลิ้นจี่อีก1ลูก
4.Mixology Green Apple (Perrier) [170 บาท]
อีกเครื่องดื่มรสชาติแตกต่าง โดยการผสมSparkling Mineral water ของ Perrier  กับน้ำหวานรสผลไม้+ใส่เนื้อผลไม้ลงไปด้วย แก้วนี้เป็นแอปเปิ้ลเขียว ให้รสเปรี้ยวซ่า สดชื่น (แต่ราคาแอบสูงไปนิด ก็เปอริเอ้นิเนอะ)

ตัวเลขราคาอาหารของร้านนี้รวมแวตไปแล้วนะคับ แต่ว่ายังไม่รวม +10% Service Charge

28 ก.ค. 2559 16:57 0
skylab skylab

มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ภูเก็ต มาเมื่อเดือนก่อน ตั้งใจว่าต้องไปหาร้านอาหารพื้นเมืองท้องถิ่นแบบสไตล์ภูเก็ตแท้ๆ ชิมสักมื้อนึง มีเพื่อนคนท้องที่แนะนำร้านกอบัว ภูเก็ต มาให้ว่าควรลองไปชิมร้านนี้ เลยไปจัดมื้อเที่ยงของทริปวันแรกของแก็งค์เราเลย

[พิกัดร้านกอบัว ภูเก็ต Korbua Phuket]
ร้านอยู่ในย่านตัวเมืองภูเก็ตนะครับ ถ้าจากสนามบิน วิ่งเข้าทางตัวเมืองภูเก็ต พอผ่านอนุเสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ก็วิ่งตรงมาเรื่อยๆจนมาถึงแยก ม.ราชภัฎภูเก็ต เลี้ยวเข้าซอยกู้กู (ถนนรัษฎานุสรณ์) วิ่งเข้ามาอีกเพียง 30-40 เมตรก็จะเจอร้านกอบัว อยู่ด้านขวามือเลย หาไม่ยาก สังเกตุป้ายร้านสีเขียวๆได้คับ

[Decor]
การตกแต่งของร้านนี้ ถ้ามองจากข้างนอกจะเห็นเป็นอาคารสีขาว สไตล์โคโรเนียล แบบชิโนโปรตุกีส ร้านมีทั้งโซน Ourdoor นั่งรับลมด้านนอก และโซน Indoor ในห้องแอร์เย็นๆ
เข้าไปด้านในร้าน ออกธีมสีขาวครีม ดูคลาสสิคมากๆครับ ตกแต่งสวยงามตามสไตล์โคโรเนียล ผสมผสานความเป็นยุโรป จีนกับความเป็นท้องถิ่นแบบภูเก็ตดั้งเดิม สัมผัสได้ถึงความสวยงามที่ออกคลาสสิค มองไปมุมไหนก็สวยงาม แถมด้านหลังร้านเป็นต้นไม้เขียวๆอยู่มากมาย มองทะลุช่องหน้าต่างออกไปก็ได้สีเขียวจากใบไม้ เพิ่มความสดชื่นขึ้นไปอีก

วันที่เข้าไปทาน โชคดีได้เจอเจ้าของร้านคุณก้อง คุณจอย พี่ทั้ง2ใจดีมากๆ ได้พูดคุยกันหลายอย่าง พร้อมแนะนำเมนูฮิตๆของร้านให้เรารู้จักหลายอย่างเลย คนต่างถิ่นแบบผมก็ไม่รอช้า เมนูไหนขายดี ก็สั่งกันเลยสิคับ รอไร
สังเกตุที่ผนังร้านเห็นมีติดกรอบรูป เป็นคอลัมภ์แนะนำร้านภูเก็ตทาวน์ ทองหล่อ อยู่หลายกรอบภายในร้าน พอได้คุยกับทางเจ้าของร้านถึงบางอ้อว่า  ที่แท้แล้วร้าน Phuket Town ตรงทองหล่อซอย6 นี้เป็นร้านของน้องสาวพี่ก้อง ไปเปิดนั้นเอง เพราะเคยได้ยินหลายคนพูดถึงกันว่าถ้าอยากกินอาหารใต้สไตล์ภูเก็ตแท้ๆ ถ้าอยู่กรุงเทพต้องไปร้านภูเก็ตทาวน์ เพราะขึ้นชื่อลือชา เรื่องความอร่อยมาก
พอมารู้ว่าร้านกอบัว เจ้าของร้านเป็นพี่ชายของร้านภูเก็ตทาวน์ ทองหล่อ  ผมนี้ยิ้มเลย  งานนี้ถ้ากลับไปกรุงเทพ นึกอยากกินอีก ไม่ต้องไปไกลแล้ว มุ่งตรงไปร้านนี้ได้เลย สูตรอาหารเดียวกันเป๊ะ

[Food]
-ผักเหมียงผัดกุ้งเสียบ 120บาท
ใบเหมียงหรือใบเหลียง พื้นท้องถิ่นพบได้เยอะในแถบภาคใต้ นำมาผัดกับไข่ กุ้งเสียบ โรยหอมเจียว โป๊ะอีกนิด ใบเหมียงรสชาติจะออกมันๆ หวานนิดๆ ผัดเข้ากันกับไข่ กลิ่นหอมและอร่อยมากๆ เป็นเมนูที่ Reccommend เลยว่าถ้ามาร้านนี้ต้องสั่ง อร่อยโดนใจจริงๆ

-หมูฮ้อง 150 บาท
เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ถ้าไปภูเก็ต ต้องกินเมนูนี้เลย หาได้หลายร้านในตัวเมืองภูเก็ต ความอร่อยอยู่ที่การตุ๋นเนื้อหมูสามชั้น(ซึ้งน่าจะใช้เวลานานอยู่)เพราะรสชาติมันเข้าถึงเนื้อในมากๆมาพร้อมไข่ต้มและกระเทียม หอมกลิ่นเครื่องเทศ ดูๆตอนแรกจะเหมือนพะโล้ แต่ว่าหมูฮ้อง จะเคี่ยวจนน้ำเหือดเข้าไปในตัวเนื้อเยอะ และเคี้ยวง่ายอีกด้วย ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ หรอยจังฮู้

- ขนมจีนแกงปู  200 บาท
เป็นขนมจีนแกงปู ตัวน้ำยาปูเน้นเครื่องแกงใต้ รสเผ็ดจัดจ้านพอสมควรเลยนะ ใส่ปูก้อนชิ้นใหญ่ๆ ตักขึ้นมาเห็นเป็นชิ้นๆเลย  เสิร์ฟพร้อมขนมจีนม้วนเป็นก้อนๆ พร้อมผักเคียงหลากหลายมากๆในเซ็ทนี้ มีไชโป๊วยำ ถั่วงอกหัวโต ไข่ต้ม กะหล่ำดอง มะเขือ แตงกวา สะตอ ถั่วฝักยาว ปลาฉิ้งฉ้าง พริกแห้ง สัปปะรด

-แกงส้มโชน  180 บาท
เป็นแกงส้มแบบปักษ์ใต้ ออกสีเหลืองเพราะใส่ขมิ้น และใส่โชน ลักษณะเป็นท่อนๆ (คล้ายๆบอน) ใส่เนื้อปลากะพงขาวลงไปชิ้นใหญ่พอควร ปลาเนื้อแน่นและไม่มีกลิ่นคาวเลย น้ำแกงส้มรสเด็ดถูกใจ ตัวโชนจะอุ้มน้ำไว้ค่อนข้างมาก รสเผ็ดพอสมควร

-หมูคั่วเกลือ  120 บาท
เป็นหมูสามชั้นหั่นขนาดพอดีคำ หมักด้วยเครื่องเทศน่าจะหลายอย่างเลย รสออกเค็มๆ กินกับข้าวสวยและแกงส้มเข้ากันดีมาก

-ข้าวเปล่า 15 บาท (ถ้าสั่งแบบโถ 45 บาท)
ร้านนี้ถ้าสั่งข้าวเป็นจานๆ ร้านเขาจะเสิร์ฟมาเป็นทรงกรวยสูงๆแบบในภาพนี้ ก็แปลกตาดีนะคับ

[Drink]
-น้ำแดงมะนาวโซดา  
-น้ำส้มคั้น  55
-น้ำมะพร้าว เสิร์ฟมาทั้งลูก 40 บาท มีช้อนให้แคะเนื้อมะพร้าวอ่อนแคะง่าย ชอบมั๊กๆ

คือติดใจร้านนี้มากคับ  ตอนแรกกะว่าจะลองทานแค่มื้อเดียว...ปรากฎว่าสั่งแค่นี้ก็อิ่มกันแล้ว....แต่ยังไม่ได้ลองอีกตั้งหลายเมนู..เลยต้องมาจัดอีกมื้อก่อนกลับกรุงเทพ

10 ก.ค. 2559 14:17 1