บอกก่อนว่าทริปนี้เป็นการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต! แรงบันดาลใจของทริปนี้เกิดจากความอยากที่จะออกไปเห็นโลกในมุมมองใหม่ๆ เริ่มจากประเทศที่เป็นไปได้ที่สุดเน้นเดินทางง่าย ปลอดภัย สะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายไม่สูง นั่งไล่อ่านกระทู้ท่องเที่ยวมากมายจนไปหลงเสน่ห์ ฮ่องกง เข้าอย่างจัง! แสงสีบ้านเมืองและด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจเยอะ วางแผนเก็บข้อมูลอยู่นานจนมั่นใจว่ารู้จัก ฮ่องกง ดีพอสมควร จริงๆ ทริปนี้ก็ไม่ได้อยากไปคนเดียวแต่พยายามชวนสมัครพรรคพวกแต่ก็ไม่เป็นผล เราก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ข้อมูลพร้อม ตั๋วพร้อม ตังพร้อมไปสิจ๊ะ ลุยเดี่ยวให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย!
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทาง (ล่วงหน้า)
1. ตั๋วเครื่องบิน พยายามหาตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด ยิ่งถูกเท่าไหร่ค่าใช้จ่ายยิ่งลดลง โชคดีที่เราได้ตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ ฮ่องกง ราคาโปรพิเศษถูกสุดๆ ราคา 1,960 บาท (บินเช้ากลับดึก)
2. จองที่พัก ที่พักเราเลือกพัก Vincent Hill Guesthouse เพราะเดินทางสะดวกติดสถานีรถไฟใต้ดินจิมซาจุ่ย ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารของกินเพียบ จองผ่าน agoda ราคาคืนละ 1300 บาท (พัก 3 คืน รวม 3900 บาท)
3. บัตรดิสนี่ย์แลนด์ ซื้อจากไทยไปเลยสะดวกดีไม่ต้องไปต่อแถวซื้อที่ดิสนี่ย์แลนด์ สั่งซื้อที่เว็บ Hongkongfanclub บัตรสวนสนุก Disneyland 1 Day Pass ราคา 2450 บาท
4. แลกเงิน เราแลกไปแค่ 7000 บาท ที่ Super Rich ก็จะได้เป็นเงินฮ่องกง 1570 hkd (เรทตอนนั้นอยู่ที่ 4.45 hkd ) มีเหลือกลับมานิดหน่อย
ทยอยจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบัตรเครื่องเล่นต่างๆ ล่วงหน้าไปก่อน ทีนี้ก็จะเหลือแค่เตรียมเงินสดที่จะไปใช้จ่ายที่ฮ่องกงเท่านั้น
DAY 1
Hongkong / Ngong ping / Nan lian garden & Chi lin nunnery / Wong tai sin / The Peak
เราเดินทางด้วยสายการบิน Air Asia มาถึงสนามบินดอนเมือง ก่อนเวลาขึ้นเครื่อง 3 ชั่วโมง เผื่อเวลาไว้เพราะกลัวคนเยอะ เลือกบินเช้าเพราะตั้งใจจะไปถึงฮ่องกงให้เร็วที่สุด จะได้มีเวลาแวะไหว้ Big Buddha พระใหญ่นองปิงก่อนเข้าเมืองเพราะเป็นจุดที่อยู่ใกล้สนามบินที่สุด
ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 40 นาที ก็ถึงสนามบินนานาชาติฮ่องกง ตอนนี้ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลว่าจะผ่าน ตม. ได้ไหม? เพราะพาสปอร์ตขาวสะอาดมากไร้รอยประทับใดๆ คว้ากระเป๋ากล้องมาคล้องคอยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ก่อน ลงเครื่องก็เดินตามป้าย Immigration ไปเรื่อยๆ นั่งรถไฟฟ้าต่อไปลงที่ Terminal1 เพื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง วันนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก พอถึงคิวเราแอบตื่นเต้นเล็กน้อยว่าตม. จะถามอะไรไหม? ปรากฎว่าไม่ถามอะไรสักคำสแกนหนังสือเดินทางเสร็จ เจ้าหน้าที่จะสอดกระดาษใบเล็กๆ ใส่ไว้ใน Passport แล้วปิดส่งคืนให้เรา เก็บรักษากระดาษแผ่นน้อยนั้นให้ดีที่สุดห้ามทำหายเด็ดขาด! จากนั้นเดินออกมาทางหลังเคาน์เตอร์ ตม. ออกมารอรับกระเป๋าให้ดูที่จอ Monitor ด้านบน ดูที่เที่ยวบินที่เรามา เช่น FD508 ป้ายจะบอกว่ากระเป๋าของเราจะอยู่ที่สายพานหมายเลขอะไร รับกระเป๋าสัมภาระเเล้วให้เดินออกมาทาง Custom & arrivals Hall A
ออกมาจะเจอเคาน์เตอร์สีฟ้าแบบนี้ แวะซื้อบัตรมหัศจรรย์ Octopus บัตรเดียวที่สามารถใช้ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ซื้อของในเซเว่นได้ บัตรเดียวสะดวกทำได้ทุกอย่าง หรือใครจะซื้อบัตรโดยสารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งเข้าเมืองรวดเร็วทันใจก็ซื้อได้ที่เคาน์เตอร์นี้นะจ๊ะ
ไปที่เคาน์เตอร์แล้วพูดว่า New Octopus ก็จะได้บัตรมาหน้าตาเป็นแบบนี้! ราคา 150 HKD มัดจำ 50 เหลือเงินที่ใช้ได้ 100 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 667.5 บาท)เดินลงบันไดเลื่อนมาด้านล่างเลี้ยวขวา หาซื้อซิมไว้ใช้เล่นเน็ตในฮ่องกงกันก่อนที่ร้าน 1010 จะอยู่ตรงข้ามร้าน McDonald หน้าตาร้าน 1010 เป็นแบบนี้ เดินตรงเข้าไปโล้ดด
มีซิมและแพ็คเก็ตอินเตอร์เน็ตให้เลือกหลายแบบ เราเลือกแบบเล่นอินเตอร์ในฮ่องกง 8 วัน ไม่จำกัดและโทรฟรีของค่าย csl ราคา 118 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 525 บาท) พนักงานเปลี่ยนซิมพร้อมสมัครบริการให้สามารถใช้งานได้เลย เน็ตเร็วแรงปรี๊ดปร๊าดดสุดๆ ความเร็วตั้ง 5 GB มือถือใช้เน็ตได้แล้วอุ่นใจ
จากนั้นมองหาป้าย To City เดินตามป้ายนี้ไปเรื่อยๆ เราจะไปที่ Bus Terminal กัน เดินผ่านทางนี้เลี้ยวขวาจะเจออุโมงแบบนี้ ให้เดินตรงไปเรื่อยๆ ตามป้าย To City เข้าไว้
เดินมาออกมาจะพบกับป้าย Bus Terminal รถบัสสายต่างๆ จะอยู่ทางขวามือของป้าย
นี้คือป้ายรถบัสสาย A21 สำหรับเข้าเมืองแต่เรายังไม่เข้าเมืองตอนนี้ เดินเลยไปทางขวาข้ามถนนไปอีกฝั่งนึงเลยจ้า
ข้ามถนนมาเดินมานิดหน่อยก็จะถึงป้ายรถบัส S1 นั่งไปลงที่ City Outlet Gateway ติดกับสถานีรถไฟใต้ดิน Tung Chung วิธีขึ้นรถบัสที่ฮ่องกงต้องต่อแถวทุกครั้งนะคะ ห้ามแซงคิวหรือยืนผิดป้ายเด็ดขาด ต่อให้รถบัสจอดอยู่ตรงหน้าแต่ถ้าไม่ใช่ป้ายของรถบัสคันนั้นคนขับจะไม่ยอมเปิดประตูให้ขึ้นแน่นอน พอรถบัสมาจอดให้ขึ้นทางด้านหน้าแตะบัตร Octopus ที่เครื่องข้างๆ คนขับแค่ครั้งเดียวตอนขาขึ้น เพราะเขาไม่มีกระเป๋ารถเมล์เหมือนบ้านเรา ส่วนเวลาลงให้ลงทางด้านหลังทุกครั้ง
รอสักพักรถก็มา บรรยากาศภายในรถบัส S1 ที่จะพาเรามุ่งหน้าไป City Outlet Gateway ด้านล่างช่วงกลางของตัวรถมีที่ให้วางกระเป๋าสัมภาระด้วย ใช้เวลาแค่ 30 นาที เราก็มาถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Tung chung ลงรถเดินเข้าไปในห้างเพื่อฝากกระเป๋าสัมภาระก่อน หอบหิ้วไปด้วยคงไม่ไหวแน่
ลงไปที่ชั้นใต้ดินของห้าง City Outlet Gateway มีล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าไว้ให้บริการแต่มักจะเต็มเร็วมาก ราคาก็ดูตามป้ายแตกต่างกันไปตามขนาดของกระเป๋า ชั่วโมงละ 10 -20 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 40-80 บาท) วิธีใช้ก็อ่านตามหน้าจอเลยไม่ยากคะ เลือกขนาดตู้ให้เหมาะกับกระเป๋า หยอดเหรียญหรือใช้บัตร Octopus จ่ายตามราคาฝาก ตู้จะเปิดออกอัตโนมัติ นำกระเป๋าเข้าไปเก็บ เครื่องจะออกระดาษเป็นโค้ดมาให้ เก็บไว้ให้ดีๆ เพราะตอนมารับกระเป๋าต้องใช้สแกนเพื่อเปิดตู้ แต่ถ้าฝากเกินเวลาก็ให้หยอดเหรียญเพิ่มตู้ถึงจะเปิดออกให้
ฝากกระเป๋ากันเรียบร้อยเดินออกมาจากห้าง หันหน้าเข้าห้างแล้วเดินมาทางซ้ายข้ามถนนมาตามทางขึ้นกระเช้านองปิง เนื่่องจากกระเช้าปิดปรับปรุงต้องใช้บริการรถบัสสาย 23 เราเดินเบี่ยงไปทางซ้ายเล็กน้อย เดินตรงตามทางไปเรื่อยๆ จะเห็นว่ามีรถบัสจอดอยู่หลายคันข้ามถนนไปฝั่ง Bus Terminal ไปขึ้นรถบัสสาย 23 ราคาค่าโดยสาร 17.2 เหรียญ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 75 บาท) รถบัสจะขับไต่ระดับขึ้นไปบนเขาวิวทิศทัศน์สวยงาม ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก็มาถึงหมู่่บ้านนองปิง
รถจะจอดให้เราลงบริเวณนี้ มาถึงเที่ยงพอดีท้องเริ่มหิวเลยเดินไปทางซ้ายเข้าไปหาอะไรกินในหมู่บ้านนองปิงก่อนเลย แผนที่ในหมู่บ้านมี wifi ฟรีด้วย
เดินวนไปวนมาก็มาจบที่ร้านนี้ Feng Chia market มีทั้งก๋วยเตี๊ยว ข้าว เครื่องดื่ม แต่ราคาแอบแรง!
ดูรูปเมนูที่ด้านบนถูกใจเมนูไหนก็ชี้่เลยจ๊ะ หิวมากชี้เมนูข้าวไก่ผัดผักมาในราคา 55 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 245 บาท) ใส่มาในกล่องแบบนี้ มีที่ให้นั่งกินหน้าร้าน รสชาติอาหารก็พอกินได้
ในหมู่บ้านมีร้านค้า ร้านขนม ร้านขายของที่ระลึก
บริเวณนี้เป็นโซนร้านอาหารมีทั้งอาหารคาว หวาน เครื่องดื่ม
เราได้แต่ยืนไหว้พระใหญ่อยู่ด้านล่างเพราะเดินขึ้นไปไม่ไหว เดินเล่นถ่ายรูปพอใจเเล้วก็นั่งรถเมล์กลับมาที่ City Outlet Gateway ป้ายรถเมล์สาย 23 จะอยู่ด้านข้างของหมู่บ้านนองปิง นั่งมาลงที่ Bus Terminal ที่เดิม เดินกลับไปรับกระเป๋าเตรียมตัวเข้าเมือง โดยขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี Tung Chung สะดวกมากเพราะอยู่ติดกับห้าง City Outlet Gateway เลย
นี่คือหน้าตาของเครืองซื้อบัตรโดยสารรถไฟฟ้า วิธีใช้งานก็เหมือนของบ้านเราเลือกสถานีแล้วหยอดเหรียญ แต่เราไม่ต้องใช้เจ้าตู้นี้เพราะเรามีบัตร Octopus สามาถแตะตรงประตูทางเข้าเดินไปขึ้นรถไฟได้เลย ข้อดีของการใช้ Octopus ค่าโดยสารจะถูกกว่านิดหน่อย จาก Tung Chung ไป Tsim Sha Tsui ราคา 16.9 HKD (คิดเป็นเงินไทย 75 บาท) ถ้าไม่ได้ใช้บัตร Octopus ราคาจะอยู่ที่ 19.5 HKD เลยนะเออ!
เราจะนั่งรถไฟฟ้าสายสีส้ม Tung Chung ไปลงที่สถานี Lai King เพื่อเปลี่ยนไปนั่งรถไฟฟ้าสายสีแดงเพื่อปลงที่ Tsim Tsa Tsui เวลาเปลี่ยนขบวนก็ง่ายมาก มันมักจะอยู่ตรงข้ามกันคล้ายๆ รถไฟฟ้าบ้านเรา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 39 นาที
ดูจากป้ายไฟจะมีบอกสถานีที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้เป็นรถไฟสายสีต่างๆ บรรยากาศภายในรถไฟฟ้าใต้ดิน
พอถึงสถานี Lai King ก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าขบวนฝั่งตรงข้าม สักพักก็มาถึงสถานี Tsim Tsa Tsui ขึ้นบันได้เลื่อนเเตะบัตร Octopus ออกจากสถานี
ขึ้นมาแล้วไม่ต้องกลัวหลงมีป้ายบอกตลอดทางว่าประตูนี้จะพาคุณออกไปโผล่ตรงไหน มาฮ่องกงต้องรักการอ่านนิดนึงไม่งั้นเดิน งง ออกประตูผิดชีวิตเปลี่ยน!ในสถานีรถไฟใต้ดิน มีเซเว่น ร้านค้า ร้านขนม ถ้าหิวก็แวะซื้อหาขนมกินกันก่อน สามารถใช้บัตร Octopus ซื้อของในเซเว่นแทนเงินสดได้ และก็เติมเงินเข้าในบัตร Octopus ได้ด้วย แต่มีข้อแม้ต้องเติมขั้นต่ำ 50 HKD ขึ้นไปนะจ๊ะ
ออกไปหาที่พักของเราดีกว่า Vincent Hill Guesthouse ตั้งอยู่บนถนน Nathan Road ให้มองหาป้ายทางออก Exit D เดินขึ้นไปที่บันไดพอถึงทางออกให้แล้วเลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่ถนน Nathan Road แล้วเลี้ยวไปทางซ้าย เดินตรงไปอีกประมาณ 100 เมตร
Vincent Hill จะเป็นเกสเฮ้าส์ที่อยู่ภายในตึก Mirador Masion ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวฮ่องกง จำง่ายมากเพราะจะอยู่ตรงข้ามกับตึก ISquare สังเกตป้ายด้านหน้าจะมีชื่อตึก ให้เดินเข้าไปด้านในตึก Mirador Mansion ทางเข้าจะเป็นร้านขายกล้อง ด้านในจะเป็นพลาซ่ามีร้านขายของมองหาลิฟล์ซึ่งจะมี รปภ. นั่งอยู่ด้านหน้า ลิฟล์มีอยู่หลายตัวจะจอดเฉพาะบางชั้นเท่านั้น ให้ดูที่หมายเลขหน้าลิฟล์และต้องเข้าแถวขึ้นลิฟล์ด้วยนะจ๊ะ กดลิฟล์ขึ้นมาที่ชั้น 3 หน้าห้อง A9 ใช้โทรศัพท์มือถือโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตามเบอร์ด้านหน้าห้องได้เลยเขาพูดภาษาอังกฤษได้เเละจะมาเปิดห้องให้เรา
เราได้ห้องหมายเลข 1 เปิดห้องพักมาถูกใจมาก ห้องไม่แคบกำลังดี สะอาด แอร์เย็นฉ่ำ มีทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น ผ้าเช็ดตัว ชุดแปรงสีฟัน มี wifi มีน้ำเปล่าให้เติมฟรีด้วย เพราะที่รู้ๆ กันว่าน้ำเปล่าที่ฮ่องกงราคาแพงมากขวดนึงตก 9 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 40 บาท) พนักงานจะให้รหัสสำหรับเข้าที่พักและกุญแจห้อง
ที่พักมีปลั๊กแบบ Universal ไว้ให้ใช้ 1 จุด สามารถเสียบใช้ได้เลย
เก็บกระเป๋าเรียบร้อยไปลุยกันต่อที่สวนสาธารณะ Nan Lian Garden และวัดนางชี Chi lin Nunnery นั่งรถไฟจาก Tsim Tsa Tsui ไปเปลี่ยนขบวนที่สถานนี Prince edward ต่อ MRT สายสีเขียวไปลงที่สถานี Diamond Hill ทางออก C2 จากสถานีเดินขึ้นมาจะเจอบันไดเลื่อนยาวๆ ซึ่งเป็นทางเข้าห้าง Plaza Hollywood แต่เราไม่ต้องขึ้นไปนะคะ ให้เดินเลี้ยวมาทางขวาออกมาข้างนอกจะเจอป้ายแบบนี้ เดินตามป้ายไปทางซ้ายจะเจอแยกไฟแดง ให้ข้ามถนนไปทางขวาเวลาข้ามถนนต้องรอสัญญาณไฟก่อนนะคะ แล้วค่อยข้ามก็จะเจอประตูไม้ทางเข้าสวนหนานเหลียน เข้าชมฟรีไม่เสียเงิน เปิดบริการตั้งแต่ 7.00 - 21.00 น.
บรรยากาศในสวนร่มรื่น มีหอสีทองกับสะพานสีแดงตั้งเด่นอยู่กลางน้ำภายในสวนที่เงียบสงบ ต้องบอกก่อนว่าที่นี่สามารถใช้กล้อง ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้ แต่ห้ามใช้อุปกรณ์สำหรับเซลฟี่เด็ดขาด! มีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตราเข้มงวดมาก
ตรงข้ามกับหอสีทองเป็นสะพานหินเดินข้ามมาที่ วัดนางชี เป็นวัดจีนที่สวยงามมากตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูง ด้านหน้าจะเป็นสระบัวน้ำใสแจ๋วเลย
จากวัดนางชีไปที่ วัดหวังต้าเซียน (Wong Tai Sin Temple) นั่งย้อนมาแค่สถานีเดียวจากสถานี Diamond Hill มาลงที่สถานี Wong Tai Sin ทางออก B ขึ้นมาก็จะเจอวัดหวังต้าเซียนเลย ใช้เวลาเดินทางแค่ 3 นาที ค่าโดยสาร 4.5 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 20 บาท)
มาวัดนี้มาทำอะไร? นอกจากมาไหว้พระเพื่อขอพรแล้วคนยังนิยมมา ไหว้พระสละโสด เป้าหมายของคนโสดอยากมีคู่ต้องมาที่ศาลกลางแจ้งของ เทพเจ้าด้ายแดง หรือเทพเจ้าหยกโหลว เป็นรูปปั้นสีทองมีเสี้ยวพระจันทร์อยู่ด้านหลังซึ่งชาวจีนต้องมาขอพรความรักกันที่นี่ โดยการขอพรกับเทพเจ้าองค์นี้ต้องใช้ด้ายแดงผู้นิ้วเอาไว้ไม่ให้หลุดระหว่างพิธี ชาวจีนเชื่อว่าด้ายแดงนี่แหละคือเส้นโยงโชคชะตาด้านความรัก คนโสดก็เป็นการขอพรให้เจอเนื้อคู่ ส่วนคนมีคู่ ก็จะช่วยทำให้มีความรักที่มั่นคงและยืนยาว
เริ่มหิวแล้วกลับมาตั้งหลักที่จิมซาจุ่ยก่อน บรรยากาศยามเย็นคึกคักมาก ชอบเวลาข้ามถนนเป็นระเบียบมากเพราะที่ฮ่องกงจะข้ามถนนต้องรอสัญญาณไฟก่อนถึงจะข้ามได้
ตามรอยเซียนมาที่ร้าน Lung Kee หลงเก่ ร้านบะหมี่เกี๊ยวกุ้งย่านจิมซาจุ่ยทีคนไทยนิยมไปกินกันมาก เกี๊ยวที่มีกุ้งอัดแน่นถึงสองตัวในลูกเดียว น้ำซุปร้อนมากค่อยๆ ทานระวังลวกปาก เส้นบะหมี่ที่ฮ่องกงจะเป็นเส้นเล็กๆ ชามแค่นี้แต่จัดเกี๊ยวกุ้งมาถึง 6 ลูก กินเกี๊ยวกุ้งจนหมดก็กินต่อไม่ไหวแล้วอิ่มมาก ราคาอยู่ที่ 32 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 128 บาท) เพื่อความสบายใจอย่าพยายามคิดเป็นเงินไทยให้คิดว่ามีเงิน 100 HKD กินบะหมี่ไปมื้อนึงแค่ 32 HKD ก็พอ ฮ่าๆ
มาฮ่องกงพลาดไม่ได้ที่จะขึ้นไปชมวิวจุดที่สวยที่สุดของเกาะฮ่องกงที่ Victoria peak นั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Tsim Tsa Tsui ไปลงสถานี Central ทางออก J2 พอออกมาให้เลี้ยวขวาลัดเลาะไปตามถนนมีป้ายบอกตลอดทางไปยังสถานีรถรางซึ่งไกลพอสมควร ฮ่าๆ รู้งี้ข้ามไปนั่งรถบัสสาย 15 ที่ใต้ตึก Exchange square ดีกว่าไม่ต้องเดินไกลค่ารถก็ถูกกว่าเยอะ แต่แหม ... มาครั้งแรกก็ต้องลองนั่งรถรางดูสักครั้งซิเนอะ เดินออกจากสถานีรถไฟมาก็จะเจอตึกสูงสวยเสียดฟ้าแบบนี้ เดินเข้าหาตึกเลยตรงไปเรื่อยๆ ตามป้าย
เดินผ่าน Chater Garden เดินข้ามแยกไฟแดงนี้ไปทาง Bank of China เดินไปยังตึก Lippo แล้วข้ามถนนไปฝั่งสวนสาธารณะฮ่องกง Hong Kong Park แล้วเดินไปอีก 300 เมตร ลอดใต้สะพานหน้า Hong Kong Squash Centre
เดินมาไกลเกือบ 500 เมตร มาถึงก็ต่อแถวเข้าไปซื้อบัตร Peak Tram หน้าตาบัตรเป็นแบบนี้ ราคา 150 HKD รวมค่าขึ้นรถรางไป-กลับ และค่าเข้าจุดชมวิวแล้วก็ถือว่าราคาพอรับได้ (คิดเป็นเงินไทยราคาประมาณ 400 บาท) เพราะวิวตอนนั่งรถรางขึ้นไปสวยมาก แต่ถ้าขึ้นรถบัสสาย 15 ก็ต้องมาซื้อตั๋วขึ้นไปจุดชมวิวอีก 50 HKD อยู่ดี
นี่ไง! รถรางมาแล้วยืนรอคิวนานมากขาแทบแข็ง ระหว่างที่รถรางวิ่งขึ้นไปหวาดเสียวหน่อยๆ สูงมาก แต่พอเห็นวิวแล้วต้องร้องว้าวลืมตายไปเลยค่ะ!
ลงจากรถรางเดินตามคนอื่นขึ้นบันไดเลื่อนมาเรื่อยๆ จนถึงชั้นบนสุดจะเป็นจุดชมวิววิคตอเรียพีค วิวอลังการงานฮ่องกงมากค่ะ ตึกสูงเสียดฟ้าพร้อมใจกันเปิดไฟสว่างไสวโชว์ความงาม อากาศข้างบนลมโชยเย็นสบายสุดๆ ใครมาฮ่องกงแล้วไม่ได้ขึ้นมาบนนี้ถือว่าพลาด! แนะนำให้มาชมความอลังการของฮ่องกงตอนกลางคืนจะกู๊ดดดมาก!
จากนั้นเดินกลับทางเดิมไปขึ้น MRT Central กลับมาถึงจิมซาจุ่ยเกือบ 5 ทุ่ม เริ่มปวดขาแต่ใจสู้เพราะท้องมันหิวเดินหาของกินต่อ บรรยากาศยามค่ำคืนคึกคักมาก ฮ่องกงเมืองทีไม่เคยหลับไหลจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เจอคนไทยเยอะมาก
DAY2
Hongkong Disneyland / Mongkok/ Fa Yuen Street
วันนี้รีบตื่นแต่เช้าโดดลงรถไฟใต้ดินสถานี Tsim Sha Tsui ไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี Lai king นั่งต่อไปลงที่สถานีสายสีชมพู Sunny Bay ใช้เวลาประมาณ 35 นาที เราจะไปย้อนวัยกันที่ฮ่องกงดิสนี่ย์แลนด์ 1 วันเต็ม! พอมาถึงสถานี MRT Sunny Bay เราก็มายืนรอรถไฟ MTR Disneyland Resort ที่จะพาเราแล่นเข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ มาแล้วขบวนรถไฟสายมิกกี้!
แปปเดียวแค่ 3 นาที ก็มาถึงสถานีดิสนี่ย์รีสอร์ท โอ้ววโห้วว ... บรรยากาศน่ารักไปอิ๊ก! รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากมาครั้งแรกก็ประทับใจเลย
ขึ้นบันไดเลื่อนมาแตะบัตร Octopus ที่ทางออกค่าโดยสารตั้งแต่เดินทางจาก Tsim Sha Tsui จะมาคิดรวมทีเดียวที่สถานีนี้ราคา 20.3 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 83 บาท) มองเห็นประตูทางเข้า Disneyland Resort อยู่ใกล้ๆ เป็นแลนด์มาร์คที่ทุกคนจะมารวมตัวถ่ายรูปกันที่จุดนี้ก่อนเข้าไปด้านใน
เดินตามทางเข้ามาเรื่อยๆ จะเจอกับลานน้ำพุ จุดจำหน่ายตั๋ว ส่วนเราซื้อบัตรมาจากที่ไทยแล้วไม่ต้องเสียเวลาตรงจุดนี้เข้าไปด้านในโล้ดด! (บัตรดิสนี่ย์ซื้อจากไทยราคา 2,450 บาท) บริเวณประตูทางเข้าสวนสนุก เวลาเปิด-ปิด 10.00-21.00 น.
จุดแรกเดินเข้ามาจะพบกับ Main Street USA แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร ร้านของฝากของที่ระลึก ของเล่นตุ๊กตา เครื่องประดับ และโรงภาพยนต์
จุดนี้คนกำลังต่อแถวเข้าคิวถ่ายรูปกับเหล่าตัวการ์ตูนดัง
บรรยากาศน่ารักๆ บนถนน Main Street USA ก่อนจะผ่านเข้าไปส่วนต่างๆ ของสวนสนุก
Main Street Market จุดนี้จะเป็นโซนขายอาหารทั้งเครื่องดื่ม ขนมหวาน คนเยอะจัง!
เดินสำรวจอยู่ด้านหน้าก็สะดุดกับเจ้าสิ่งที่อยู่ในตู้กระจกนั่น! รีบเดินกลับไปยืนต่อแถวรวมกับคนอื่นทันที ฮ่าๆ
และก็ได้เจ้านี้มาเชยชม Mickey Waffle วาฟเฟิลหอมๆ หนานุ่มสดใหม่จากเตา บีบวิปครีมเก๋ๆ สองใบหู ภายในถาดหูข้างนึงเป็นน้ำผึ้ง อีกข้างนึงเป็นช็อคโกแลตเข้มข้นไว้ทานคู่กับวาฟเฟิล สนนราคา 50 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 222 บาท) ไม่ต้องกินแล้วข้าวกินนี่แหละหมดตัว ฮ่าๆ
หาที่นั่งริมฟุตบาทบนถนน Main Street นั่งกินวาฟเฟิลไปดูขบวนพาเหรดไปเพลินดีจริงๆ
เข้ามาเดินดูร้านขายของเล่น ตุ๊กตา ของที่ระลึกกันบ้าง ของเล่นที่ราคาไม่ใช่เล่น ฮ่าๆ
เดินไปถ่ายรูปที่หน้าปราสาท จุดนี้คนเยอะมากใครจังหวะดีคนนั้นได้มุมสวย (แอบเห็นที่ดิสนี่ย์แลนด์มีป้ายประกาศห้ามใช้อุปกรณ์เซลฟี่แต่ก็ยังมีหลายคนเดินถืออุปกรณ์เซลฟี่กันพนักงานก็ไม่เห็นว่าอะไร)
จากหน้าปราสาทเลี้ยวซ้ายไปที่โซนแรกก่อนคือโซน Adventure Land อินเดียนแดง คาวบอย คนป่าจะรวมกันอยู่ที่นี่ ไปผจญภัยในดินแดนลึกลับป่าอเมซอน
จุดนี้สามารถเข้าไปดูการแสดงโชว์สุดอลังการ Festival Lion King ใช้เวลาประมาณ 40 นาที คุ้มค่าและน่าดูมาก นี่ไม่ได้เข้าไปดูนะแต่เขาว่ากันงั้น ฮ่าๆ
ตรงข้ามกันใครอยากจะไปเที่ยวบ้านทาซาน มารอขึ้นเรือจุดนี้เลยค่ะ ส่วนเราไม่ได้ข้ามไปดูเพราะคนเยอะขี้เกียจไปยืนต่อคิว ชิลล์ๆ อย่างเรายืนดูอยู่ที่ท่าเรือก็พอ
นี่ก็เป็นเรือที่ล่องพานักท่องเที่ยวชมป่าดงดิบ
มาที่ดินแดงตะวันตกกันบ้างโซน Grizzly Gulch เมืองคาวบอย
มาถึงตรงนี้เสียงกรี๊ดดังสนั่น เพราะเป็นจุดที่คนขึ้นไปเล่นรถรางเหมืองแร่ วิ่งขึ้นลงด้วยความเร็วสูงไปตามเหมืองหิน (อันนี้ลืมถ่ายรูปมา)
บ้านเวทมนต์ Mystic Point ข้างในบ้านมีไอเท็มเจ๋งๆ เพียบ คือเดินเพลินจนบางจุดลืมถ่ายรูปมาด้วย เอาเป็นว่าใครมาเที่ยวฮ่องดิสนี่ย์แลนด์ลองมาสัมผัสความตื่นเต้นกันเต็มๆ ด้วยตัวเองเเล้วกันนะ
เดินต่อมาที่ Toy Story Land ได้เจอ วูดี้ และพ้องเพื่อนครบทุกตัว โซนนี้จะมีเครื่องเล่นสนุกๆ มีมุมถ่ายรูปน่ารักเพียบ
จุดนี้เป็นร้านขายขนม เครื่องดื่ม
ส่วนนี้ก็เป็นร้่านขายของเล่น
เดินไปต่อที่ Fantasy Land ดินแดนแห่งเทพนิยาย มีปราสาทเจ้าหญิง และเครื่องเล่นน่ารักเหมาะกับเด็กๆ
Small World ปราสาทกาลเวลา ด้านในเป็นเครื่องเล่นที่จะพาล่องไปกับเรือวิเศษผ่านการร้องเพลงประสานเสียงของเด็กๆ จากทั่วโลก
Tomorrow land โล้ดแล่นไปในจินตนาการกับโลกแห่งอนาคตยานอวกาศ เน้นเครื่องเล่นตื่นเต้นเร้าใจ
Starliner Diner จุดนี้เป็นโซนอาหารขายเป็นเซ็ต ราคาค่อนข้างสูง 79 - 99 HKD เลยทีเดียว
เดินเล่นถ่ายรูปเพลินจริงๆ เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ให้รีบมาจับจองพื้นที่รอชมการแสดงรอบค่ำขบวนพาเหรดและการแสดงพุดอกไม้ไฟ จุดที่สวยที่สุดจะอยู่บริเวณลานหน้าปราสาท
รอประมาณ 2 ทุ่ม ขบวนพาเหรดก็เริ่มขึ้นบอกเลยว่าคุ้มกับที่นั่งหลังคดหลังแข็งเฝ้ารอ การแสดงโชว์ขบวนพาเหรดน่ารักแสงสีสวยงาม ของเหล่านักแสดงขวัญใจเด็กๆ จากดิสนี่ย์
เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงเวลา 3 ทุ่ม การแสดงโชว์ดอกไม้ไฟสุดอลังการของ Disneyland เป็นการส่งท้ายความสุขในค่ำคืนนี้
หลังจากจบการแสดงทุกคนก็ทยอยกันกลับบริเวณ Main Street USA ยามค่ำคืนไฟสวยบรรยากาศดีมาก
ออกจากดิสนี่ย์แลนด์ เดินกลับมาขึ้นรถไฟที่สถานี Disney Resort ไปลงสถานี Sunny Bay เหมือนเดิม และให้ขึ้นบันไดเลื่อนไปฝั่งตรงข้ามนั่งรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มาจาก Tung Chung ไปเปลี่ยนเป็น MRTสายสีแดงที่สถานี Lai king นั่งรถไฟยาวๆ มาลงที่สถานี Mongkok ใช้เวลาประมาณ 35 นาที (ค่าโดยสาร 20.3 HKD) ออกจากสถานี Mongkok ทางออก E2 มาเดินเล่นต่อที่ถนน Fa Yuen Street แหล่งช้อปปิ้งรองเท้าผ้าใบและรองเท้ากีฬา
ท้องเริ่มหิวหันไปเห็นร้านนี้พอดีมีรูปและราคาชัดเจน สั่งง่ายหน่อยเดินเข้าไปนั่งและชี้เลยอยากกินเมนูไหน
แล้วก็ได้ถ้วยนี้มาเป็นบะหมี่เนื้อตุ๋นน้ำซุปโครตร้อน! แต่อร่อยมากเนื้อนี่เปื่อยนุ่ม น้ำซุปกลมกล่อม ใครชอบรสจัดกว่านี้ก็มีเครื่องปรุงให้เติมเห็นถ้วยแค่นี้แต่มันเยอะนะ เรากินไม่หมดอีกตามเคย ราคาถ้วยนี้ 32 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 143 บาท)
LADY MARKET อยู่บนถนน Tung Choi Street ถัดจากซอยรองเท้า อารมณ์คล้ายสำเพ็งบ้านเราไม่ได้เข้าไปเดินดูเพราะเดินไม่ไหวแล้วปวดขามากนั่งรถไฟสถานี Mongkok กลับไปที่ Tsim Sha Tsui กลับที่พักไปนอนดีกว่า ราคาค่าโดยสาร 5.3 HKD (คิดเป็นเงินไทย 23 บาท)
DAY3
Macau/ Venetian/ senado square/ St. Pual / Fisherman Wharft / Avenue of Star
วันนี้ตื่นสาย รีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างไวเราจะข้ามไปเที่ยวมาเก๊ากัน ออกจากที่พักเดินข้ามถนนไปฝั่งเดียวกับตึก Isquare แล้วเดินไปทางขวาเลียบไปตามถนนนาธาน พอถึงแยกไฟแดงแรกก็เลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆ จนมาเจอห้างที่มีป้าย FENDI ข้ามไปฝั่งนั้น แล้วเดินไปทางขวาประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงห้าง Hong Kong China ขึ้นไปที่ชั้น 4
ขึ้นมาที่ชั้น 4 เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วข้ามเรือ Turbo Jet จะอยู่ทางขวามือ ปรากฎว่าเรือเที่ยวต่อไปคือรอบ 12:00 ให้ซื้อที่นั่งแบบ Economy ก็พอ ราคา 177 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 787 บาท)
ได้ตั๋วมาแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้แต่ยังไม่ได้ระบุที่นั่ง ส่วนท่าเทียบเรือให้ดูที่บอร์ดใหญ่ๆ ตรงทางเข้าท่าเรือดูเวลาเที่ยวที่ไปมาเก๊ารอบ 12.00 น. ในที่นี้ให้ไปขึ้นที่ Berth 13
จากนั้นต่อแถวเข้าไปด้านใน ทางเข้าไปท่าเรืออยู่ทางซ้ายมือของบอร์ด เจ้าหน้าที่จะฉีกบัตรส่วนล่างและจะแปะสติ๊กเกอร์ระบุที่นั่งให้บนบัตรโดยสารแบบนี้ ได้ที่นั่งหมายเลข 33R
ขั้นตอนต่อไปคือผ่านด่าน ตม. เขาจะเก็บสำเนาใบ Immigration ตอนขาเข้าฮ่องกงของเราไป เดินผ่านหลังเคาน์เตอร์ ตม. ไปจะเจอทางเลื่อนไปที่ท่าเทียบเรือไม่ต้องเดินให้เมื่อยแต่ใครอยากเมื่อยจะเดินก็ได้
แล้วก็มานั่งรอขึ้นเรือที่ Berth 13
นี่ไง! หน้าตาเรือสะเทินน้ำสะเทินบก Turbo Jet สีแดงลำใหญ่มารอรับแล้ว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
เดินลอดอุโมงค์ไปขึ้นเรือ บรรยากาศภายในเรือที่นั่งเพียบ โชว์บัตรโดยสารให้พนักงานดูเขาจะบอกว่าที่นั่งของเราอยู่ตรงไหน
มาตื่นอีกทีก็ถึงท่าเรือ Macau Ferry ไม่มีใบ Immigration ให้เขียนนะ ผ่านด่าน ตม. มาเก๊าเขาจะให้กระดาษเล็กๆ มาอีกแผ่นนึง เดินออกจากท่าเรือจะเห็น Subway เดินลงและข้ามไปฝั่งตรงข้าม บอกก่อนว่ามามาเก๊าต้องเตรียมตัวนิดนึง เพราะซิมเน็ตจากฮ่องกงไม่สามารถใช้ได้ในมาเก๊านะคะ! ส่วนเราเตรียมข้อมูลการนั่งรถบัสมาด้วย App Macau Map ตัวช่วยที่บอกไปข้างต้นช่วยได้เยอะมีข้อมูลแผนที่และรถบัสสายต่างๆ
ขึ้นบันไดมาจะเจอกับ Shuttle Bus ของหลากหลายคาสิโน และนั่งฟรีไม่เสียเงิน! เป้าหมายแรกของเราคือคาสิโน Venetian Macau เดินตรงไปอยู่เกือบป้ายสุดท้าย
หน้าตา Shuttle Bus ของ Venetian ขึ้นไปหาที่นั่งได้เลย
นั่งรถชมวิวไปเรื่อยประมาณ 20 นาที ก็มาถึง Venetian
คนเยอะเหมือนผึ้งแตกรัง พอมาถึงที่นี่ก็สวยดีนะแต่ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ เหมือนจำลอง Venetian มาไว้กลางห้างสรรพสินค้านั่นแหละ
ล่องเรือกอนโดล่า
เราใช้เวลาอยู่ที่ Venetian แค่แปปเดียวก็กลับออกมาขึ้นรถ Shuttle Bus กลับไปที่ท่าเรือ Macau Ferry เดินตามป้ายเลย
Shuttle Bus จะไปจอดที่เดิมที่เราขึ้นมา ให้เดินลง Subway ข้ามกลับมาที่ฝั่งเดียวกับท่าเรือ มารอขึ้นรถบัสสาย 3A ที่จุดนี้เพื่อไป Senado Square เวลาขึ้นรถบัสที่มาเก๊าใช้เหรียญฮ่องกงจ่ายได้เลยหน้าตาเหรียญเป็นแบบนี้ ไปมาเก๊าไม่จำเป็นต้องแลกเงินเป็นสกุลเงินของมาเก๊าก็ได้ ให้ใช้เงินฮ่องกงซื้อของในมาเก๊าได้เลยค่าเงินไม่ต่างกันมาก
ขึ้นรถบัสที่มาเก๊าให้ขึ้นด้านหน้าแล้วหยอดเหรียญตรงกล่องข้างคนขับ จะมีจอแสดงราคา 3.2 เหรียญ ก็หยอดไป 4 เหรียญ ก่อนขึ้นรถบัสต้องเช็คให้ดีว่ารถจะจอดที่ป้ายไหนบ้าง เพราะจะจอดเฉพาะป้ายของแต่ละสายเท่านั้น
นั่งรถเมล์ไปเรื่อยๆ ให้สั่งเกตลานน้ำผุตึกสีเหลืองๆ ทางขวามือให้ดีเพราะนั่นคือ Senado Square ให้กดกริ่งรถเมล์จะจอดให้ลงที่ป้ายใกล้ๆ
จากนั้นข้ามถนนมาฝั่งลานน้ำพุก็จะเป็น Senado Square คนแน่นมากเดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ
มองหาป้ายบอกทางไปซากโบสถ์เซนต์ปอ Ruins of St.Paul ตามป้ายไปเรื่อยๆ ถ้าเจอถนนสายนี้ที่คนแน่นๆ ใช่เลย ระวังกระเป๋าเงินให้ดี เพราะมันจะละลายไปกับร้านค้า ร้านขนมสองข้างทาง
เห็นซากโบสถ์เซนต์ปออยู่ข้างหน้าแล้ว
หน้าโบสถ์คนแน่นมายืนถ่ายรูปอยู่ริมๆ ก็ได้!
เห็นมีร้านค้าอยู่ใกล้ๆ บันไดโบสถ์ เดินเข้าไปซื้อลูกชิ้น 2 ไม้ ไม้ละ 15 Mob แต่นางหยิบให้อีก 1 ไม้ คือเป็นโปรโมชั่น 2 แถม 1 แล้วนางก็พูดว่า 30 บาท แน่ะ! พูดไทยได้ด้วยรู้เลยใครคือลูกค้ารายใหญ่ ฮ่าๆ
มาถึงมาเก๊าก็ต้องลองชิมทาร์ตไข่สิเนอะ จัดมา 2 ชิ้น ตกชิ้นละ 40 บาทไทย ชิ้นใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย กินไปได้ชิ้นเดียวเองอีกชิ้นเก็บใส่กระเป๋าไว้กินต่อ
นั่งรถเมล์สาย 3A จากป้ายฝั่งเดียวกับ Senado Square มาที่ท่าเรือมาเก๊าเหมือนเดิม ให้เดินมาที่ Mini Bus จะอยู่ใกล้ๆ กับ Shuttle Bus มองหารถที่เขียนว่า Fisherman wharf ขึ้นไปนังได้เลย
รถบัสจะพาเรามาส่งที่ Casino นี้ คาสิโนอะไรก็ไม่รู้แต่หรูมาก
หันหน้าเข้าคาสิโนเดินตรงมาทางขวามือ เดินมาเรื่อยๆ ก็จะถึง Fisherman wharf พื้นที่บริเวณนี้จะห้อมล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกและตะวันออกอยู่รวมกัน เช่น โคลอสเซียมจำลอง อาคารสไตล์อียิปโบราณ เงียบมากแทบไม่มีร้านอะไรเปิดเลย มีแต่คนที่แวะมาถ่ายรูปเท่านั้น
โคลอสเซียม ที่ถูกปิดไม่ให้เข้าเราได้แต่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านนอก
เดินถ่ายรูปอยู่พักนึงก็ได้เวลากลับแล้ว เดินข้ามไปขึ้นรถบัสฟรี! ที่คาสิโน Sand จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Fisherman wharf เลย
เดินเข้ามาใต้อาคารพยายามดูป้ายที่ไปท่าเรือ Macau Ferry สั่งเกตที่เสา เรามาต่อแถวขึ้นรถที่จุดนี้ มาถึงท่าเรือก็ขึ้นไปซื้อตั๋วที่ชั้น 2 ว่าแต่ตั๋วขากลับทำไมมันแพงกว่าขามานะเนี่ยราคา 189 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 841 บาท) เสร็จแล้วก็เข้ามานั่งรอที่ท่าเทียบเรือ ลองต่อ Wifi ฟรีของค่าย Csl ดูใช้ได้ด้วย นั่งดูหนังฟังเพลงไประหว่างรอขึ้นเรือ
ตอนแรกคิดไว้ว่าพอถึงท่าเรือจะเดินเลียบอ่าวไปดู Symphony Of light ที่ Avenue Of Star เพราะอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ตอนขากลับเรือดันไปลงที่ฝั่งฮ่องกง กว่าจะกลับมาฝั่งเกาลูนก็ไม่ทันได้ดูโชว์แล้ว แต่คิดว่าแค่ไปยืนชมวิวริมอ่าวก็ยังดี นั่ง MRT Sheung wan อยู่ตรงข้ามกับท่าเรือ HK Macau Ferry นั่งมาลงสถานี Central ต่อไปที่สถานี Tsim Sha Tsui ใช้เวลาเดินทาง 11 นาที คาโดยสาร 9.7 HKD (คิดเป็นเงินไทย 44 บาท) ใช้ทางออก J เดินไปทางโรงแรม Intercontinantal จะอยู่ด้านหลังของห้าง Sogo
จากห้าง Sogo เดินข้ามแยกไฟแดงนี้มา ก็ให้เดินตรงไปก็จะถึง Avenue Of Star ถึงกับเข่าอ่อนกันเลยทีเดียว ที่เพิงรู้ว่าตอนนี้เขาปิดปรับปรุง แต่ไม่เป็นไรยังสามารถชมวิวสวยๆ ริมอ่าวได้อยู่
เดินมาเห็นวิวตรงหน้าแล้วต้องร้องว้าววว สวยมากกก กอไก่ ล้านตัว! วิวแจ่ม บรรยากาศดี นั่งกินลมชมตึกสูงอยู่ตรงนี้ไม่เบื่อเลย
ชมวิวเพลินจนเกือบเที่ยงคืนก็ได้เวลากลับ เดินข้ามแยกไฟแดงเดิมกลับมาทางห้าง Sogo เดินตรงตามทางไปเรื่อยๆ ประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงที่พักหลับสนิทเลยคืนสุดท้าย
DAY4
Che kung Temple/ Repulse Bay / Central / Bangkok
วันสุดท้าย เช็คเอาท์ที่พักแต่ขอฝากกระเป๋าไว้ที่เกสเฮ้าส์ก่อน ตั้งใจจะลองกินโจ๊กฮ่องกงดู มีคนบอกว่าโจ๊กที่ฮ่องกงไม่เหมือนบ้านเราเนื้อโจ๊กจะข้นเหมือนครีม เปิดหาในกูเกิ้ลเดินไปที่ร้าน Hung Lee Kitchen จริงๆ แล้วต้องเป็น Hung Lee อีกที่นึง แต่เพราะขี้เกียจเดินไกลแล้วร้านนี้ใกล้สุด หน้าตาเมนูและราคา นอกจากโจ๊กร้านนี้ก็มีบะหมี่ ข้าวและก็มีสเต็กด้วย
สั่งโจ๊กหมูมาถ้วยนึง เมนูร้อนของฮ่องกงนี้ร้อนจริงๆ รีบกินไม่ได้เลยมีลวกปาก! เนื้อโจ๊กเป็นครีมข้นรสชาติอร่อยเข้มข้นใช้ได้เลย
ส่วนจานนี้อร่อยถูกใจมาก คะน้าผัดน้ำมันหอยรสชาติเค็มๆ หวานๆ
ค่าเสียหาย 2 อย่างรวม 57 HKD (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 253 บาท)
อิ่มแล้วไปต่อกันที่วัดกังหัน หรือ Che Kung Temple นั่งรถไฟจาก Tsim Sha Tsui ไปลงสถานี Monkok เพื่อเปลี่ยนขบวนเป็นสายสีเขียวไปลง Kowloon Tong เพื่อเปลี่ยนขบวนไปสายสีฟ้าอ่อนที่มุ่งหน้าไปทาง Lo Wu/Lok Ma Chau เราไปลงที่สถานี Tai Wai ใช้เวลาเดินทางประมาณ 24 นาที ค่าโดยสาร 9.2 HKD (คิดเป็นเงินไทย 41 บาท)
พอถึงสถานี Tai wai ให้เดินไปตามทางออก B ออกมาด้านนอกให้เดินมาทางซ้ายมือ เดินตรงมาเรื่อยๆ จนถึง Subway และจะเห็นหลังคาวัดกังหันสีเขียวๆ ทางขวามือ เดินลง Subway แล้วเลี้ยวขวาเพื่อข้ามไปฝั่งตรงข้าม จากนั่นก็เลี้ยวซ้ายออกจาก Subway เดินตรงไปเรื่อยๆ
ประตูทางเข้าวัดกังหัน
มีบริการจุดธูปให้ด้วย
รูปปั้นท่านแชกง วัดกังหันเป็นวัดหนึ่งที่ประชาชนชาวจีนและชาวไทยให้ความเลื่อมใสศรัทธามาก
มาถึงวัดกังหันต้องมา หมุนกังหันนะคะ เพื่อหมุนสิ่งไม่ดีสิ่งอัปมงคลออกไป พัดดูดเอาแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต
จากสถานี Tai Wai นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Central ทางออก A พอขึ้นมาด้านบนจะเจอบันไดเลื่อน ขึ้นบันไดเลื่อนไปฝั่งตรงข้ามตึก Exchang Squre ใต้ตึกจะเป็นสถานีรถบัสหลายสายแต่เราจะขึ้นรถบัสสาย 260 เพื่อไปลงที่ Repulse Bay
หน้าตาของป้ายรถเมล์ ไปยืนต่อแถวรอขึ้นรถเมล์ได้เลย
บนรถเมล์มีป้ายไฟบอกด้วยว่าป้ายต่อไปจอดที่ไหน ใช้เวลาเดินทางไปหาด Repulse Bay ประมาณ 40 นาที
พอรถแล่นไปตามถนนเลียบชายหาด ให้สังเกตตึกรูปสีเหลี่ยมแบบนี้ให้ดีเตรียมตัวกดกริ่งลงได้เลย
ลงจากรถแล้วข้ามไปฝั่งตรงข้าม
ก็จะลงมาเจอหาดทรายแบบนี้ ขอบอกว่าชายหาดบ้านเราสวยกว่าเยอะ ฮ่าๆ
เดินเลียบหาดไปทางฝั่งซ้ายสังเกตเคปหินที่ยื่นออกไปจากชายหาด
มาไหว้เจ้าแม่กวนอิมซึ่งจะอยู่สุดหาด Repulse Bay เลย มาลองโยนเหรียญใส่ปากปลาแล้วอธิษฐานขอพร ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าโยนเหรียญเข้าปากปลาได้พรที่ขอจะสมหวัง
หรือมาเดินข้ามสะพานต่ออายุ ชาวฮ่องกงมีความเชื่อว่า ถ้าข้ามสะพานนี้แล้วจะสามารถต่ออายุได้ เมื่อข้ามสะพานแล้วห้ามเดินย้อนกลับเป็นอันขาด!
ขากลับก็มารอขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์ฝั่งเดียวกับชายหาด Repulse Bay หน้าตาป้ายรถเมล์จะเป็นแบบนี้ ขึ้นได้ทุกสาย 6A, 6X, 260 ไปลงสุดสายที่เดียวกันหมดคือตึก Exchang Square
แวะเก็บภาพบรรยากาศฝั่งฮ่องกงหน่อย Tram หรือรถราง สัญลักษณ์ที่อยู่คู่ฮ่องกงมานาน เสียดายที่ไม่ได้ลองขึ้นไปนั่งไว้มาครั้งหน้าไม่พลาดแน่นอน!
เราจะนั่งรถบัสสาย A21 กลับไปที่สนามบิน โดยที่ป้ายรถบัสจะอยู่ฝั่งเดียวกับตึก Isquare หันหน้าเข้าตึกแล้วเดินไปทางขวาป้ายรถบัสจะอยู่ใกล้กับป้ายโฆษณา Rolex
ขึ้นมาบนรถให้เอากระเป๋าไปวางไว้ตรงชั้นที่วางกระเป๋า ... สีชมพูใบนั้นของเก๊าเอง
บรรยากาศฮ่องกงระหว่างทางที่รถบัสวิ่งผ่าน
รถบัสสาย A21 จะจอดส่งจุดแรกที่ Terminal 1 แต่เรายังไม่ต้องลงเพราะต้องไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ Air Asia ซึ่งมักจะอยู่ที่ Terminal 2 ดูหมายเลขเคาน์เตอร์เช็คอินตามบอร์ด เสร็จเรียบร้อยเดินตามป้าย Departures ลงไปชั้นใต้ดินเพื่อนั่งรถไฟใต้ดินสนามบินกลับไปขึ้นเครื่องที่ Terminal 1 พนักงานจะวงกลมตำแหน่งบนแผนที่ให้ว่า Gate ที่เราจะต้องไปขึ้นเครื่องอยู่ระหว่าง Gate หมายเลขอะไร และนั่งรถไฟใต้ดินไปลงจุดนั้น พอเข้าไปด้านใน Gate ให้คอยดูป้ายบอร์ดให้ดีว่าเครื่องบินเที่ยวที่เราเดินทางกลับจะจอดที่ Gate หมายเลขอะไร ให้ดูเป็นระยะๆ เผื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน
เป็นทริปฮ่องกงที่สนุกตื่นเต้นมาก การเดินทางคนเดียวในที่ที่ไม่คุ้นเคย ได้เจอผู้คนต่างเชื้อชาติได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ ได้พบเจอเรื่องราวดีๆ ระหว่างทาง หวังว่าทริปนี้จะเป็นแนวทางให้กับคนที่อยากจะลองเที่ยวฮ่องกงแบบอิสระด้วยตัวเอง แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้า!
สรุปค่าใช้จ่าย
ตั่วเครื่องบิน ไป-กลับ ฮ่องกง 1960 บาท
ที่พัก Vincent Hill 3 คืน 3900 บาท
บัตร disneyland 1 Day Pass 2450 บาท
ค่าใช้จ่ายใน Hongkong
- ค่าอาหาร 3000 บาท
- ค่าเดินทางในฮ่องกง 1300 บาท
- ค่าข้ามเรือมาเก๊า 1628 บาท
- ค่าบัตร Octopus 600 บาท
- ค่าซิมอินเตอร์เน็ต 525 บาท




